บท หยางผิง ในโฉม ผู้ตรวจการ(89) – ท่วงท่าอาการของกัวถูมีความลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคุกเข่าลง เรือนร่างสั่นนิดๆเพราะความประหม่า เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วหลิวผิงก็อ่านราชโองการอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น

“เราไร้คุณธรรม ปล่อยให้ขุนนางโฉดกุมอำนาจในราชสำนัก

ต่งเฉิง แม้จงรักภักดีแต่กลับถูกตำหนิ ประณาม มีเพียงสกุลหยวนแห่งจี้โจว 4 ชั่วรุ่นรับใช้เป็นเสนา อำมาตย์ มีใจภักดีมิเคยเปลี่ยนแปลง

ด้วยระลึกถึงปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นเกาตี้ต้องสร้างแผ่นดินอย่างยากลำบาก

เราขอรวบรวมผู้กล้าหาญเปี่ยมภักดีและถือคุณธรรม กำจัดขุนนางโฉดชั่ว คืนความสงบสุขแก่แผ่นดิน เฉลิมฉลองความรุ่งโรจน์แก่บรรพบุรุษ

รีดนิ้วใช้โลหิตแทนหมึก มอบราชโองการแก่เจ้า”

ความหมายย่อมหมายความว่า ราชสำนักโดย “โอรสสวรรค์” ได้มอบภารกิจให้กับกัวถูในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างราชสำนักกับ “หยวนเส่า”

ทำไมจึงต้องเน้นย้ำบทบาทนี้ และบทบาทนี้เกี่ยวกับซือหม่าอี้อย่างไร

นี่ย่อมเป็นบทบาทของหลิวผิง เป็นบทบาทแห่งการปลอมแปลงตัวเป็น “ทูตตรวจการซิ่วอีแห่งราชสำนักฮั่น” ทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจลับในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ สวมชุดปักลาย (ซิ่วอี)

เป็นที่มาของชื่อหน่วย ได้รับมอบหมายภารกิจพิเศษจากจักรพรรดิ

ไม่ว่าจะการออกตรวจตราความเรียบร้อยของขุนนางในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมขุนนางชั่ว มีอำนาจอย่างเต็มเปี่ยม เด็ดขาด จนเป็นที่หวั่นเกรงของเหล่าขุนนาง

เป็นการเดินทางมาพร้อมกับเว่ยเหวิน เป็นการมาพร้อมกับคำกล่าว

“กัวเซียนเซิง กษัตริย์กลัดกลุ้ม ขุนนางพึงละอาย กษัตริย์ละอาย ขุนนางพึงปลิดชีพ อย่าถามราชวงศ์ฮั่นว่าจะทำอะไรให้กับเจ้าเลย

ต้องถามเจ้าว่าจะทำอะไรเพื่อราชวงศ์ฮั่นต่างหาก”

ประโยคนี้จากหลิวผิงแฝงกลิ่นอายอันแปลกประหลาด เหมือนกับเป็นการคัดลอกจากคัมภีร์โบราณของหนอนตำรา แต่ยิ่งฟังยิ่งแฝงกลิ่นอายความเป็นสมัยใหม่

เป็นสมัยใหม่ในยุคของ จอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ในยุคแห่งสงครามเย็น

เมื่อกัวถูซึ่งเป็นขุนนางสังกัดกลุ่มหยวนเส่าเข้าใจต่อบทบาทของหลิวผิงในฐานะซิ่วอีแล้ว ก็เลื่อนสายตาไปยังเว่ยเหวิน ขณะที่เว่ยเหวินอาศัยจังหวะที่หลิวผิงยังไม่ทันเอ่ยปากชิงตอบ

“ข้าเป็นลูกหลานสกุลเว่ยในฝูเฟิง”

เมื่อพูดจบด้วยสีหน้าที่ประหม่าและตื่นเต้น คิดสะระตะไว้แล้วว่าถ้าหลิวผิงคิดจะทำร้ายเขาจริงในตอนนี้ย่อมเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ไม่มีของขวัญใดจะดีไปกว่าบุตรชายของเฉาเชาอีกแล้ว

แต่หลิวผิงกลับไม่ได้เอ่ยอะไร

สกุลเว่ยเป็น 1 ในสกุลพ่อค้าที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงอยู่ในแถบลั่วหยาง มีทรัพย์สินมหาศาล หลังเกิดกบฏโพกผ้าเหลืองสกุลเว่ยกระจัดกระจาย

แบ่งทรัพย์สินไว้ในสกุลใหญ่และป้อมปราการตามท้องถิ่นต่างๆ

ภายนอกดูเหมือนไม่เป็นกลุ่มก้อนแล้ว อันที่จริงกลับเร้นตัวอยู่อย่างเงียบๆ มีสัมพันธ์สลับซับซ้อนกับขั้วอำนาจต่างๆ ในท้องถิ่น

ราชวงศ์ฮั่นเกี่ยวพันและได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา

การมาของหลิวผิงในฐานะผู้ตรวจการซิ่วอีมิได้ดำเนินไปในแบบของคนหนุ่มที่ต้องการผจญภัย ตรงกันข้าม เป็นไปตามข้อเสนอของกัวจยา

ขณะเดียวกัน ก็เป็นไปตามความปรารถนาของหลิวผิงเองด้วย

เป็นการเดินทางเข้าไปในดินแดนยึดครองของหยวน บริเวณรอยต่อกับการยุทธ์กวนตู้หรือกัวต๋ออันเข้มข้นในทางประวัติศาสตร์

ความสลับซับซ้อนของสถานการณ์อยู่ตรงที่

1 มีเว่ยเหวินเข้ามามีบทบาทร่วมด้วย และตรงที่ 1 ไม่ว่าหลิวผิง ไม่ว่าเว่ยเหวินต่างมีเป้าหมายที่แน่นอนของตนเอง และนำไปสู่ 1 การเชื่อมร้อยเข้ากับบาทของ ซือหม่าอี้

เนื่องจากหลิวผิงก็คือหยางผิง เนื่องจากเว่ยเหวินก็คือเฉาพี ทุกอย่างจึงสำคัญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน