ชี้ต้องตามผลข้างเคียงวัคซีน2ปี – นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) เผยถึงผลประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนการเตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีนตามที่ คร.เสนอ และเห็นชอบร่างคำสั่งตั้งคณะทำงาน ดังนี้ 1. คณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนงาน 2. คณะทำงานด้านเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ 3. คณะทำงานด้านการให้บริการวัคซีน ฝึกอบรมและกำกับติดตามผล 4. คณะกรรมการด้านการประกันคุณภาพวัคซีนและติดตามอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการรับวัคซีน 5.คณะกรรมการด้านระบบข้อมูลการให้บริการวัคซีนป้องกันโควิด 19 และ 6.คณะทำงานด้านวิชาการ โดยทั้งหมดจะต้องรีบดำเนินการหารือเพื่อให้บริการฉีดวัคซีนทันตามกำหนดเดิม คือ ระยะแรกใน ก.พ., มี.ค.,และ เม.ย. นี้
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ และที่ปรึกษาสถานการณ์โควิด-19 กล่าวว่า วัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาอยู่ขณะนี้ยังไม่มีตัวไหนตอบคำถามได้ว่าป้องกันการติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน แต่มีจุดมุ่งหมายลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิต ดังนั้นจึงมุ่งให้วัคซีนในกลุ่มเสี่ยงมากกว่า เพื่อไม่ให้เกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อ และติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์ สืบสวนว่าเกิดจากวัคซีนจริงหรือไม่ และบันทึกข้อมูลอย่างละเอียด ซึ่งต้องติดตามไปอย่างน้อย 2 ปีถึงผลอาการข้างเคียงทั้งหมด
ศ.นพ.ยงกล่าวต่อว่า จากที่ติดตามข้อมูลผลข้างเคียงส่วนใหญ่ คือ เจ็บบริเวณที่ฉีด เป็นไข้ แต่ผลข้างเคียงรุนแรงขณะนี้ที่มีการฉีดเยอะๆ เช่น แคนาดาฉีดหลักล้านโดส ก็เริ่มรู้แล้วว่าอาจจะเกิดการแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน อย่างของไฟเซอร์หรืออะไรต่างๆ ที่ออกมาตอนแรกว่ามีโอกาสแพ้วัคซีนขั้นรุนแรงอาจจะเกิด 9 ในล้านหรือ 10 ในล้านคน ดังนั้น การฉีดจึงต้องสังเกตอาการใน ร.พ. หรือกรณีของโมเดอร์นา พบการปากเบี้ยวในอังกฤษ แอสตราเซนเนกาเกิดไขสันหลังอักเสบ แต่ก็พบในกลุ่มที่ได้วัคซีนหลอกด้วย จึงต้องมีการวิเคราะห์ว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากวัคซีนจริงหรือไม่