ความสนใจ โจโฉ ต่อซือหม่าอี้(93) – ปมเงื่อนมิได้อยู่ที่ว่าเฉาพีมีความชื่นชอบซือหม่าอี้มากน้อยเพียงใด ดังที่ Ma Bo Yong ได้วางเอาไว้ผ่านยุทธนิยายเรื่อง “ความลับแห่งสามก๊ก” ของเขา
หากอยู่ที่ว่าซือหม่าอี้วางเป้าหมายของตนเอาไว้อย่างไร
ยิ่งได้อ่านหนังสือ “ศาสตร์แห่งความหน้าด้านใจดำ” อัน ส.สุวรรณ แปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับของหลี่จงอู๋ นักคิด นักเขียนคนสำคัญของจีนยุคใหม่
ก็จะประจักษ์ในความเป็นจริงอันซ่อนเร้น
ในความเห็นของหลี่จงอู๋ สุมาอี้เป็นนักเสแสร้งชั้นยอดหาตัวจับได้ยาก เมื่อครั้งที่โจโฉดำรงตำแหน่ง เป็นผู้ช่วยอัครเสนาบดีในรัชสมัยพระเจ้าเหี้ยนเต้
ได้ยินกิตติศัพท์ความมีสติปัญญา มีความสามารถของสุมาอี้
ได้ชักชวนสุมาอี้ให้มารับราชการด้วย แต่สุมาอี้เห็นว่าโจโฉเป็นใหญ่เติบโตขึ้นมาเพราะโชคช่วยมากกว่าจะมีความสามารถ มีสติปัญญาพอที่จะเป็นเจ้านายที่ดีของเขาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
จึงต้องการรอดูไปก่อน
แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธคำเชิญของโจโฉไปตรงๆ จึงอ้างเหตุป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบรุนแรงจนเดินเหินไม่ได้ โจโฉสงสัยว่าสุมาอี้จะแกล้งป่วยเสียมากกว่าจึงส่งสายลับไปสืบหาความจริงในยามค่ำคืน
สุมาอี้รู้ข่าวก่อนจึงแสร้งนอนซมอยู่บนเตียงทั้งวันทั้งคืน
สายสืบย่องไปแอบซ่อนตัวอยู่นอกห้องนอนสุมาอี้ สอดส่ายสายตาลอดช่องหน้าต่างเข้าไป เห็นพวกคนรับใช้เดินไปเดินมากันขวักไขว่ไปหมด
มีแต่สุมาอี้นอนแน่นิ่งอยู่คนเดียวบนเตียง
เห็นท่าจะป่วยหนักจริงอย่างว่า สายลับจึงกลับไปรายงานตามที่เห็นมา โจโฉก็หลงเชื่อทำให้สุมาอี้รอดพ้นจากการเข้ารับราชการในสังกัดของโจโฉไปได้
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เล่าขานและจดจารบันทึกไว้หลายสำนวน
นอกจากข้อสังเกตของ “หลี่จงอู๋” อัน ส.สุวรรณ ถ่ายทอดมาแล้วยังมีอยู่ในหนังสือชุดสามก๊กฉบับคนเดินดินตอนว่าด้วย “ล้วงคอสุมาอี้” ผ่านสำนวนการเรียบเรียงของ “เล่าชวนหัว”
โปรดอ่าน
ตอนที่กุยแกโด่งดังเป็นพลุในฐานะมันสมองของโจโฉซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงอยู่นั้น สุมาอี้กลับทำตัวเป็นงูแมวเซาที่ไม่อินังขังขอบหรือสนใจไยดีกับ ตำแหน่งใดๆ ในทางราชการ
เขาเก็บตัว จับตาดูความเคลื่อนไหวของผู้คนอย่างเงียบเชียบ
ไม่เคยคุยโวหรือทำตัวโฉ่งฉ่างให้เป็นที่เขม่นของใครแต่ประการใด แม้ว่าคนขี้โวบางคนในยุคเดียวกันต่างตั้งฉายาให้ตัวเองว่าเป็น “หงส์” บ้าง เป็น “มังกร” บ้าง
สุมาอี้ก็ทำไขสือ ไม่รู้ไม่ชี้
ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเขาเองมีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นโรคแพ้อากาศมักจะเป็นหวัดอยู่บ่อยๆ เมื่อเป็นหวัดแต่ละครั้งก็มักจะเป็นนานๆ แบบเรื้อรัง
จนหมอฮัวโถต้องแนะนำให้สุมาอี้พักผ่อนให้มากๆ
ดังนั้น สุมาอี้ที่เชื่อคำสั่งแพทย์เป็นอย่างดีจึงปฏิเสธขอตัวกับโจโฉไม่ไปร่วมดื่มกาแฟในตอนเช้าๆ ตามที่โจโฉจัดให้ทั้งทหารและพลเรือนได้มีโอกาสสังสรรค์กันอย่างใกล้ชิดสัปดาห์ละครั้ง
ทั้งหมดนี้ย่อมอยู่ในสายตาของโจโฉ
โจโฉเป็นคนช่างสังเกตตามประสาคนเหลี่ยมจัด เขาสงสัยอยู่เหมือนกันต่อท่าทีชาเฉยของหนุ่มรุ่นลูกคนนี้ เพราะการที่คนอื่นๆ พยายามเสนอตัวเพื่อหวังความก้าวหน้าในทางราชการ
เหตุใดสุมาอี้ที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่นกลับทำเหมือนไม่สนใจเช่นนั้น
จากนี้จึงเห็นได้ว่า ท่าทีของสุมาอี้เป็นท่าทีอันมากด้วยความระมัดระวัง ไม่เข้าใกล้โจโฉมากนักแม้ว่าทางด้านครอบครัวจะมีความใกล้ชิดตั้งแต่รุ่นบิดา
คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ โจโฉเคยพยายามดึงสุมาอี้จริงหรือไม่
ไม่ว่าคำตอบในทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าคำตอบในทางตำนานเล่าขาน โจโฉให้ความสนใจต่อบทบาทและความหมายของสุมาอี้เป็นอย่างสูง
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่ว่าทำไมสุมาอี้จึงยังไม่ขานรับต่อคำเชิญจากโจโฉอย่างรวดเร็ว