ป่วยไวรัสตับอักเสบซีได้เฮถ้วนหน้าบัตรทองขึ้นบัญชียาหลักฯ-ช่วยรักษาแล้ว – นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบเพิ่มยาสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์/เวลพาทาสเวียร์ (Sofosbuvir/Velpatasvir) ที่มีกลไกออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งไวรัสตับอักเสบซี บรรจุเข้ารายการบัญชียาหลักฯ ว่า ไวรัสตับอักเสบซีเป็นภัยเงียบด้านสุขภาพ เนื่องจากผู้ติดเชื้อในระยะต้นจะไม่มีอาการ จะปรากฏอาการเมื่อโรคลุกลาม เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ดังนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีควรตรวจคัดกรองและนำเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว
ทั้งนี้ ในอดีตการรักษาไวรัสตับอักเสบซี การให้ยาต้องตรงตามสายพันธุ์ มีขั้นตอนการตรวจรักษาที่ยุ่งยากและค่าใช้จ่ายสูง สิทธิประโยชน์การตรวจคัดกรองยังไม่ครอบคลุม ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยเกิดภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับและเสียชีวิต ดังนั้นเมื่อมียาใหม่ที่มีประสิทธิผลดี และได้บรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ จึงสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาพร้อมให้มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเพื่อค้นหาผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงก่อนที่ภาวะโรคจะลุกลามรุนแรง
นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ยาสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์/เวลพาทาสเวียร์ ผ่านการศึกษาโดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ที่เปรียบเทียบงบประมาณกับการใช้ยารักษาสูตรยาปัจจุบัน ทั้งในส่วนของค่ายาและค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการในผู้ป่วยจำนวน 4,000 ราย พบว่ายาสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์/เวลพาทาสเวียร์ ประหยัดค่ายาได้ 45.47 ล้านบาท ประหยัดค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ 11.12 ล้านบาท รวมถึง 56.59 ล้านบาท สามารถนำเงินนี้มาเพิ่มการดูแลและเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ ซึ่ง สปสช. ได้จัดเตรียมระบบต่างๆ เพื่อรองรับการดูแลแล้ว
นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า การบรรจุยาสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์/เวลพาทาสเวียร์ ที่ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบซีได้ทุกสายพันธุ์ ซึ่งมีประสิทธิผลดีและประหยัดงบประมาณเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาในรูปแบบเดิมที่บรรจุเข้ารายการบัญชียาหลักฯ เพื่อให้เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับ ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์การรักษา โดย สปสช.ทำหลักเกณฑ์การจ่ายชดเชยค่าบริการค่าบริการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันไวรัสตับอักแสบซีเพิ่มเติม ให้หน่วยบริการใน 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และ 2. ผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด
“คนที่เคยตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีและยังไม่ได้รับการรักษา ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางเข้ารับการรักษาด้วยยาชนิดนี้ ส่วนผู้มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดที่ยังไม่เคยตรวจคัดกรอง ให้ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อขอรับการตรวจคัดกรองตามขั้นตอน หากติดเชื้อจะได้เข้าสู่การรักษา ลดการเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับ ซึ่งตรวจคัดกรองได้ใน ร.พ.ชุมชนทุกแห่ง” นายนิมิตร์กล่าว