คุมโรค หรือคุมม็อบ!?? – ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลยแม้แต่น้อย เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์แนวการปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐจะถูกวิพากษ์วิจารณ์
โดยเฉพาะเรื่องมาตรการป้องกันโรคระบาดโควิด-19 ที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถาน การณ์ฉุกเฉินกันมายาวนานเกือบจะครบปี
นับตั้งแต่การระบาดรอบแรกจนมาถึงปัจจุบัน
แม้จะถูกตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุแห่งการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้มีไว้เพื่อควบคุมม็อบที่ออกมาขับไล่รัฐบาล
แต่ก็ไม่มีผู้ใดยอมรับ แถมยังยืนยันว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ก็เพื่อควบคุมโรคเท่านั้น
ซึ่งก็สวนทางกับข้อเท็จจริงที่มีแต่กลุ่มผู้ชุมนุม นิสิต นักศึกษา แม้กระทั่งเยาวชนที่อายุไม่ถึง 18 ปี ต้องตกเป็นผู้ต้องหาตามความผิดของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ส่วนผู้ที่ทำให้โรคระบาดแพร่เชื้อ ไม่ว่าจะเป็นขบวนการค้ามนุษย์ขนย้ายแรงงานเถื่อน หรือบ่อนการพนัน กฎหมายที่ขู่บังคับใช้กับประชาชนอย่างเข้มงวดประดุจคีมเหล็ก กลับอ่อนระทวยเหมือนขี้ผึ้งลนไฟ
จะมีเพียงเด็กเอ็นเตอร์เทนต์ ที่ลักลอบข้ามแดนไทย-พม่า ที่ถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีกันไปคนละเล็กละน้อย
และยิ่งมาชัดเสียยิ่งกว่าชัด เมื่อเกิดกรณี ‘ดีเจมะตูม’ ที่จัดปาร์ตี้บนชั้นดาดฟ้า โรงแรมหรูกลางเมือง กลาย เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ มีผู้ติดเชื้อกว่า 30 ราย
ที่การตามกฎหมายกลับล่าช้า กว่าจะแจ้งความดำเนินคดีก็ปาไปเกือบสัปดาห์ จนต้องตั้งข้อสงสัยว่าตอนขู่ทำไมถึงดุดันไม่เหมือนตอนที่ต้องปฏิบัติ
หรือไปเจอตออะไรกันอีก!??
และไม่ใช่แค่คนที่ทำให้โรคระบาด แต่สถานที่ที่เปิดเกินเวลา กลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค แม้จะเป็นสถานที่หรู ไม่ใช่ร้านหาบเร่แผงลอยทั่วไป ก็ต้องทำให้เสมอหน้า
ดังนั้นหากจะให้ประชาชน เชื่อถือว่ากฎหมายใช้บังคับโดย ถ้วนหน้า ก็ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง
เอากันให้ชัดว่ายาแรงที่บังคับใช้นั้นก็เพื่อควบคุมโรคจริงๆ
ไม่ใช่แค่ฉากบังหน้าจัดการกับม็อบที่มาสั่นคลอนเก้าอี้ตัวเอง!!?