‘มอยส์’กุนซือมือทองคืนชีพ – ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปัจจุบัน เดาสถานการณ์ยากพอสมควร
เดิมทีมีแค่กลุ่มท็อปโฟร์มีทั้ง ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, แมนฯยู, สเปอร์, เชลซี ได้ลุ้น ได้เบียด หรือมีทีมอื่นสอดแทรกบ้าง
แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเราได้เห็น “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พุ่งพรวดจากกลุ่มดิ้นรนหนีตกชั้น ขึ้นมาสู่หัวแถวด้วยอย่างไม่น่าเชื่อ ชนิดที่อันดับสูงกว่าทีม ชั้นนำบางรายอีก
เครดิตต้องยกให้กุนซือมากประสบการณ์อย่าง เดวิด มอยส์ แบบเต็มๆ

มอยส์เริ่มสร้างชื่อจากการคุมเปรสตัน นอร์ทเอนด์ ในปี 1998-2002 ก่อนจะย้ายมาคุมเอฟเวอร์ตันอย่างยาวนาน 11 ปี
ก่อนก้าวกระโดดสู่การคุมแมนฯยูแต่ก็ล้มเหลวถูกปลดชนิดไม่ทันอยู่ครบปีด้วยซ้ำ
เส้นทางอาชีพของมอยส์ก็ดูเหมือนจะมีแต่ทรงกับทรุด การทำงานให้เรอัลโซเซียดาด และซันเดอร์แลนด์ ไม่มีอะไรน่าจดจำ จากนั้นคุมเวสต์แฮมรอบแรกด้วยสัญญา 6 เดือน ในฤดูกาล 2017-18 ก็จบลงเงียบๆ
ต่อมามอยส์เข้าคุมเวสต์แฮมอีกรอบในเดือนธันวาคม 2019 พาทีมรอดตายฤดูกาล 2019-20 แต่คนส่วนใหญ่มองว่าทีมคงไม่มีทางดีกว่านี้
ทว่าผลงานบนตารางปัจจุบัน คงแทน คำตอบเสียงวิจารณ์ได้ทั้งหมดแล้ว
มอยส์เผยว่า ที่จริงแล้วเจ้าตัวเกือบจะไปรับงานกับที่อื่น แต่เพราะนับถือใจ เดวิด ซัลลิแวน เจ้าของร่วมสโมสรแห่งนี้
คราวที่มอยส์หมดสัญญาคุมทัพรอบแรก เวสต์แฮมหันไปใช้กุนซือที่มีชื่อเสียงกว่าอย่าง มานูเอล เปเยกรินี แต่ผลงานของทีมย่ำแย่
มอยส์บอกว่าซัลลิแวนใจใหญ่พอที่จะกลับมาหาตน พร้อมยอมรับโดยดีว่าทางเลือกที่เคยตัดสินใจนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ รวมถึงยอมรับว่าผลงานที่ตนเคยฝากไว้มันดีกว่าจริงๆ จึงตัดสินใจยอมร่วมงานกันอีกคำรบ

ส่วนแนวทางการทำทีมนั้น มอยส์บอกว่าตนอยากได้นักเตะที่มีคาแร็กเตอร์ตามต้องการ และต้องผ่านเกณฑ์ตามสายตาของตนจริงๆ จึงจะมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนได้
และสร้าง จาร์รอด โบเวน, ซาอิด เบนราห์มา, โทมัส ซูเช็ก เป็นกำลังหลักของเวสต์แฮมอยู่
“สิ่งที่เวสต์แฮมต้องการที่สุดนั้น เป็นนักเตะที่กระหายอยากลงสนาม ผมพยายามเค้นทุกอย่างออกจากนักเตะที่มีอยู่” มอยส์กล่าว
“บางทีผู้คนอาจไม่รู้ในการทำงานของผม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยทำเลย นั่นคือรู้สึกสงสัยตัวเองในฐานะผู้ฝึกสอนและผู้จัดการทีม” ทิ้งท้ายด้วยเป้าหมายของงานปัจจุบัน มอยส์บอกว่า “ความคิดที่จะไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า ถือว่าใหญ่เกินไป แต่ผมมีความทะเยอทะยาน และจะไม่หยุดฝัน”
หากเจ้าตัวยังนำเวสต์แฮมรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ต่อไป เหล่าทีมยักษ์ใหญ่คงเหงื่อตกกันยิ่งกว่าเดิมอีกเป็นแน่