คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ใช้เงินแก้ปัญหา – นอกจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ประเด็นที่น่าสนใจจากการประชุมนี้คือผลการประเมินเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับระลอกแรก เพราะมาตรการควบคุมไม่เข้มงวดเท่าครั้งก่อน
นอกจากนี้ยังมีแรงกระตุ้นจากมาตรการของภาครัฐ และการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง
ส่วนระยะถัดไปขึ้นอยู่กับการกลับมาของ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ประสิทธิผลและการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19
มุมมองดังกล่าวของหน่วยงานภาคการเงิน จึงดูจะไม่น่าวิตกนัก
ที่ประชุมกนง. ยังระบุถึงความสำคัญของแรงสนับสนุนจากภาครัฐที่ต้องเพียงพอและต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับมาตรการทางการคลังต้องพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ขาดช่วง โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ภารกิจที่ยากและต้องลงรายละเอียดมากกว่านั้น เป็นหน้าที่ของฝ่ายราชการต้องรีบสำรวจและประเมินผลว่า การนำเงินของรัฐไปฟื้นฟูให้ชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นนั้นได้ผลออกมาอย่างไร
แก้ไขหรือบรรเทาปัญหาได้จริงหรือไม่ หรือยิ่งสร้างปัญหาให้ชาวบ้านหนักกว่าเดิม
โดยเฉพาะการคิดเองเออเองของส่วนกลางที่ไม่รู้สภาพแท้จริงของท้องถิ่น
กรณีตัวอย่างหนึ่งเป็นโครงการขุดลอกอ่าวปัตตานีที่ใช้งบประมาณส่วนกลางวงเงิน 664 ล้านบาท หวังแก้ปัญหาความตื้นเขินของอ่าว
แต่ผลงานที่ปรากฏทำให้ชาวบ้านร้องเรียนส.ส.ในพื้นที่ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากโครงการที่ทำให้อ่าวปัตตานีตื้นเขินมากขึ้น เพราะมีตะกอนทรายและวัสดุขุดลอกทับถมบริเวณที่ทำกินของชาวบ้านในวงกว้าง อีกทั้งยังทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และระบบนิเวศ
เรื่องนี้เป็นที่รับทราบในชั้นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนฯ และเคยมีเวทีรับฟังปัญหามาแล้ว
ฉะนั้นการใช้จ่ายของรัฐที่ต้องการฟื้นฟูสภาพทำมาหากินให้ชาวบ้านนั้น ต้องศึกษาความล้มเหลวและสูญเปล่าไว้เป็นบทเรียน