มุมมอง ด้านลบ ต่ออันหยวน(6) – นอกจาก จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ จะยืนยันว่า ทั้งหมดนั้นคือคำบอกเล่าจากยี่หลี่หรงแล้ว ยังนำไปสู่การเน้นย้ำให้เห็นว่า นี่คือวิธีการที่เหมาเริ่มสร้างสาขาแรกของพรรคขึ้นที่เมืองฉางซา
ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกเพียงแค่ 3 คน
นั่นก็คือ เหมา ยี่หลี่หรง และเพื่อนอีกคนที่เหมาพาไปประชุมใหญ่ครั้งแรกด้วยกัน สมาชิกคนต่อๆ มาก็คือสมาชิกในครอบครัวของเหมา ได้แก่ภรรยาของเขาเองกับพวกน้องชายที่ส่งคนไปตามมา
เจ๋อหมินเป็นผู้ดูแลกิจการต่างๆ ของครอบครัวและมีหัวปราดเปรื่องเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ
เหมาเรียกเครือญาติในหมู่บ้านมาเมืองฉางซามากขึ้นและแจกงานมากมายหลายอย่างให้ทำ บางคนก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค นอกจากคนในครอบครัวและมิตรสหายแล้วเขาเกณฑ์คนได้น้อยมาก
ส่วนใหญ่เขาจะเที่ยวหว่านหาเอาใกล้ๆ บ้านนั่นเอง
อันที่จริงในตอนนั้นในหูหนานมีคนหนุ่มมากมายที่สนใจต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ รวมทั้งผู้ที่จะกลายมาเป็นอันดับ 2 ของเหมาและเป็นประธานาธิบดีของจีนในเวลาต่อมา
คนผู้นี้คือ หลิวส้าวฉี กับ ผู้นำของพรรคในวันข้างหน้าอีกจำนวนหนึ่ง
แต่ผู้ที่แนะนำให้คนเหล่านี้เข้าเป็นสมาชิกพรรคไม่ใช่เหมา หากแต่เป็นมาร์กซิสต์วัย 50 กว่าคนหนึ่ง ชื่อเฮอหมิ่นฟั่น ซึ่งเป็นหัวหน้าประจำตำบลในฉางซา
หมิ่นฟั่นสนับสนุนให้หลิวส้าวฉีและคนอื่นๆ เข้าเป็นสมาชิกสโมสรเยาวชนตอนปลายปี 1920
และเสนอแนะให้เด็กหนุ่มพวกนี้เดินทางไปรัสเซีย ตัวหมิ่นฟั่นเองไม่ได้ไปร่วมการประชุมใหญ่สมัชชาพรรคครั้งที่ 1 เพราะหนังสือเชิญถูกส่งไปที่เหมาซึ่งมีจิตริษยาหมิ่นฟั่นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่หมิ่นฟั่นประสบความสำเร็จในการระดมสมาชิก
จากข้อมูลของ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ระบุว่า พอหลิวส้าวฉีกลับจากมอสโกในปี 1922 เหมาก็ซักไซ้ไล่เลียงว่า เหตุใดหมิ่นฟั่นจึงประสบความสำเร็จในการชักชวนหลิวส้าวฉี
ทันทีที่เหมากลายมาเป็นหัวหน้าสาขาพรรคอย่างเป็นทางการ
เหมาก็เริ่มวางแผนปลดระวางคู่แข่งที่รู้ไม่ทันเท่าแผนของเขาทันที นั่นก็คือการปลด หมิ่นฟั่นด้วยกรรมวิธีอันยอกย้อนและแฝงไว้ด้วยผลประโยชน์มากมาย
กระบวนการจัดการหมิ่นฟั่นอย่างที่ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ นำเสนอน่าสนใจ
หมิ่นฟั่นเป็นผู้ดูแลการเรียนสาธารณะ และเป็นผู้ครองกรรมสิทธิ์ชิ้นงามซึ่งก็คือวัดประจำตระกูลที่มีชื่อเรียกว่า “ภูเรือ” เหมากับสมาชิกทั้งกลุ่มย้ายเข้าไปอยู่ในวัดแห่งนี้
โดยอ้างว่าต้องการใช้สถานที่เพื่อประโยชน์ของพรรค
แล้วเหมาก็ทำให้ชีวิตของหมิ่นฟั่นประสบกับความยุ่งเหยิง ต้องพ้นบริเวณวัดและออกไปจากพรรค อีก 1 ปีต่อมา เหมาบอกกับหลิวส้าวฉีว่า อาจารย์ผู้ให้คำปรึกษาเขาทำตัว “ดื้อรั้น” เราจึงขับไปเสียจากภูเรือ
การที่เหมาใช้คำว่า “ดื้อรั้น” กับคนที่สูงวัยกว่ามากเท่ากับเหมาเผยตัวตนด้านที่เป็นนักเลงออกมา
จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ จึงสรุปว่า รสชาติของอำนาจทำให้พฤติกรรมของเหมาเปลี่ยนไป เหมาเป็นมิตรเฉพาะกับคนที่ไม่แสดงความคิดเห็นตรงข้ามกับเขา
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เป็นผลดีในทางการเมือง
เหมาไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น ในส่วนของหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ การจัดตั้งสหภาพแรงงานต่างๆ เขาไม่เคยรู้สึกเห็นใจกรรมกรมากไปกว่าชาวนา
ตัวอย่างที่ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ยกมาก็คือ
ในเดือนพฤศจิกายน 1920 เหมาเขียนจดหมายไปบ่นกับเพื่อนคนหนึ่ง โดยตั้งข้อสังเกตว่า “ผมคิดว่าจริงๆ แล้วร่างกายของกรรมกรจีนไม่ได้ทุกข์ทรมานขนาดนั้น มีแต่ปัญญาชนเท่านั้นที่ทุกข์ทรมาน”
เดือนธันวาคม 1920 กรรมกรในอันหยวนมีหนังสือขอความช่วยเหลือมายังพรรค
เหมาจึงเดินทางไปที่เหมือง เท่าที่มีการเปิดเผย นี่เป็นครั้งแรกที่เหมาพาตัวเข้าไปใกล้ชิดกับกรรมกร เขาอยู่ที่นั่น 2-3 วันแล้วก็กลับ
โดยมอบหมายงานให้คนอื่นทำแทน
หลังจากที่เหมาเข้าไปคลุกคลีกับคนงานเหมืองถ่านหินชั่วเวลาสั้นๆ เหมาก็บอกกับทางเซี่ยงไฮ้ว่า “จนปัญญาเสียแล้ว” กับ “เรื่ององค์กรแรงงาน”
ข้อมูล จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ อาจคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ก็น่าพิจารณา