ความผิดพลาด คลาดเคลื่อน ของเหมา(8) – การประชุมจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16-23 กรกฎาคม 1922 ที่ประชุมได้ลงมติผ่านแถลงการณ์สำคัญชื่อว่า
“แถลงการณ์การประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศครั้งที่ 2”
ถือว่าเป็นเอกสารสำคัญในทางประวัติศาสตร์
“สภาพความเป็นจริง พิสูจน์ให้เห็นว่า ความทุกข์ทรมานที่บีบคั้นประชาชนจีน มากที่สุด (ไม่ว่ากรรมกรหรือเกษตรกร) คืออิทธิพลจากนายทุนจักรวรรดินิยม อิทธิพลจากขุนศึก ขุนนางศักดินานิยม
การเคลื่อนไหวต่อต้านอิทธิพลทั้ง 2 นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ต้องจัดตั้งชนชั้นกรรมาชีพขึ้นมา ใช้การต่อสู้ทางชนชั้นสร้างการเมืองที่ปกครองโดยกรรมกร เกษตรกร ยกเลิกกรรมสิทธิ์ระบบเอกชน บรรลุการสร้างสังคมคอมมิวนิสต์อย่างค่อยเป็นค่อยไป”
แถลงการณ์นี้มีการเปลี่ยนแปลง “เป้าหมาย”อย่างไม่ควรมองข้าม
จากเดิมในการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 1 พรรคเคยเสนอให้ปฏิวัติสังคมนิยมทันที แต่ในการประชุมครั้งที่ 2 เสนอให้ปฏิวัติประชาธิปไตยก่อนจึงค่อยปฏิวัติสังคมนิยม
ตรงนี้คือพื้นฐานอันนำไปสู่การสร้างแนวร่วมระหว่างกุงฉานตั๋งกับก๊กมินตั๋งในกาลต่อมา
ข้อมูลจากหนังสือ “วิพากษ์ประธานเหมา” ของ เชาวน์ พงษ์พิชิต บอกให้รู้ว่า พรรคเปิดประชุมผู้แทนทั่วประเทศสมัยที่ 2 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ในเดือนกรกฎาคม 1922
เดือนกรกฎาคม เหมาเดินทางไปถึงเซี่ยงไฮ้
แต่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม เนื่องจากจำสถานที่ประชุมไม่ได้ แล้วหาใครที่รู้เรื่องสักคนก็ไม่พบ จึงทำให้ขาดประชุมผู้แทนทั่วประเทศสมัยที่ 2 ไป
นี่ย่อมสอดรับกับที่ ทวีป วรดิลก ระบุว่า
การประชุมครั้งนี้เหมาขาดประชุม เท่าที่เหมาชี้แจงในภายหลังก็คือ ลืมชื่อสถานที่ประชุมแล้วยังไม่อาจพบสหายคนใด ก็เลยทำให้ไม่ได้เข้าประชุมในที่สุด
คำชี้แจงนี้ โจนาธาน สเปนซ์ เห็นว่า “น่าแปลกใจและก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ”
แต่ถ้าเราจะนึกไปถึงว่า เหมาเป็นคนบ้านนอก เมืองที่คุ้นเคยอยู่ก็มีเพียงฉางซา เมืองหลวงของมณฑลหูหนานก็ยังถือได้ว่าแตกต่างห่างไกลจากเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีชื่อเสียงว่า “ปารีสตะวันออก”
ในเมืองใหญ่เช่นนี้คนบ้านนอกที่ไม่เคยมาอาจหลงทางได้
แต่เหมาพูดว่า “หลง” ก็คงจะเกรงว่า สหายจะหัวเราะเอาก็เลยอ้างว่า “จำชื่อสถานที่ประชุมไม่ได้” เหตุผลนี้ของ ทวีป วรดิลก สอดรับกับคำอธิบายของ โจนาธานสเปนซ์ นั่นก็คือ
เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองใหญ่ แบ่งออกเป็นถนนสายใหญ่จนถึงตรอกเล็ก ซอยน้อยจำนวนมากมาย แม้เหมาจะเคยมาแล้ว 3 ครั้ง
กระนั้น จุดอ่อนก็ไม่เคยอยู่นานๆ แม้แต่ครั้งเดียว
เหตุผลหนึ่งที่ โจนาธาน สเปนซ์ นำมาเป็นพื้นฐานรองรับก็คือ น่าจะเป็นเพราะเหมาตรากตรำทำงานมามากจนเรียกได้ว่า “โอเวอร์เวิร์ก”
เท่ากับว่าเมื่อทำงานจนล้นเกินจึงนำไปสู่อาการเบลอ
กล่าวสำหรับการประชุมครั้งนี้ในส่วนของบรรดาผู้แทนก็มีอีกหลายคนที่ไม่ได้ เข้าประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 2 รวมทั้งหลี่ต้าเจาและคณะผู้แทนจากกว่างโจวทั้งชุดทีเดียว
ผลปรากฏว่าในการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนเข้าร่วมประชุมเพียง 12 คน
จากข้อมูลของ ทวีป วรดิลก หลังการประชุมเสร็จสิ้นได้มี “แถลงการณ์” ออกมาด้วยว่า ที่ประชุมของพรรค สมัยที่ 2 ตกลงที่จะร่วมมือกับ ดร.ซุนยัตเซ็นและผู้นำคนอื่นๆ ของพรรคก๊กมินตั๋ง
มติครั้งนี้คือการเริ่มต้นการเป็นแนวร่วมระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์
การที่เหมาไม่ได้เข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม 1922 จึงมิได้ถือเป็นความผิด หรือเท่ากับเป็นการลงโทษ
เพราะในความเป็นจริงเหมาได้รับเชิญอย่างถูกต้อง
เพียงแต่ว่าทุกอย่างเป็นความผิดพลาดของเหมาเอง ผิดพลาดตรงที่ไม่สามารถจดจำสถานที่ประชุม ผิดพลาดตรงที่ไม่สามารถติดต่อสอบถามจากสหายคนอื่นได้
ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่ามติที่ประชุมครั้งที่ 2 ดำเนินไปอย่างไรมากกว่า