คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

ตีความแก้รธน.แค่ยื้อหรือลุยล้ม? – กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

มาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังจากส.ส.พลังประชารัฐร่วมมือกับส.ว. เสนอญัตติต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา

ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกรัฐสภา ส.ส.-ส.ว.มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ถึงแม้ในที่ประชุมวันที่ 9 ก.พ. จะมีส.ส.ฝ่ายค้าน รวมทั้งส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ และชาติไทยพัฒนาจะช่วยกันอภิปรายคัดค้าน

ยืนยันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีส.ส.ร. เป็นอำนาจสมาชิกรัฐสภาทำได้ตามมาตรา 256

การส่งให้ศาลฯวินิจฉัยอาจถูกมองเป็นการเตะถ่วงยื้อเวลา ส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองทั้งในและนอกสภา

แต่ในที่สุดที่ประชุมยังคงลงมติเห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว 366 ต่อ 316 เสียง

มติดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ ว่าพฤติกรรมสมาชิกรัฐสภากลุ่มนี้ซึ่งประกอบด้วยส.ส.พลังประชารัฐและส.ว.ขาเก่าเจ้าประจำ ไม่สุจริตใจมา แต่แรก

เริ่มจากคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อด้วยถ่วงเวลาขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนการลงมติรับหลักการวาระแรก และล่าสุดคือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทั้งๆ ที่ร่างแก้ไขเพื่อตั้งส.ส.ร.นี้เสนอโดยส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ และผู้เสนอญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ยังร่วมลงชื่อในร่างแก้ไขดังกล่าวด้วย

ที่สำคัญร่างดังกล่าวได้รับการลงมติเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภาวาระแรกแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 124 บัญญัติให้การลงมติของสมาชิกรัฐสภาเป็นเอกสิทธิ์เด็ดขาดที่ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดๆ มิได้

กรณีนี้จึงไม่มีเหตุอันควรที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ในการลงมติแล้ว

นอกเสียจากต้องการทำไปเพื่อเตะถ่วงยื้อเวลา จนถึงขั้นล้มกระดาน

ต่อจากนี้ต้องดูกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้วินิจฉัยหรือไม่ ถ้าไม่รับ ก็เดินหน้าต่อ

ถ้ารับก็ต้องลุ้นว่าผลวินิจฉัยที่ออกมา

จะมีผลต่อกระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างไร

 

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน