พลังกดบีบ จาก สหภาพโซเวียต(12) – จากนี้จึงเห็นได้ว่า นับตั้งแต่กะลาสีฮ่องกง 6,000 คนนัดผละงานเมื่อเดือนมกราคม 1922 หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์สถาปนาขึ้นไม่นานนัก
จากนั้น ภายใน 13 เดือนทั่วประเทศมีการผละงานกว่า 100 ครั้ง
มีกรรมกรเข้าร่วมรวมแล้วกว่า 300,000 คน กระนั้น กระแสสูงของขบวนการกรรมกรครั้งที่ 1 นี้ก็ต้องประสบเข้ากับการเพลี่ยงพล้ำตามมา
บทเรียนที่พรรคได้รับคือ ศัตรูของการปฏิวัติใหญ่โตและแข็งแกร่งมาก
ลำพังชนชั้นกรรมกรจะต่อสู้ด้วยตัวเองกำลังก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องพยายาม เสาะหาพันธมิตรในแนวร่วมให้ได้อย่างกว้างขวางและมากที่สุด นี่เป็นประการแรก
อีกประการหนึ่งซึ่งสำคัญขึ้นอยู่กับปัจจัยและลักษณะในทางสังคม
กล่าวคือ จีนในระบอบกึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา กรรมกรไม่มีสิทธิประชาธิปไตย การต่อสู้ทุกครั้งล้วนถูกทหาร ตำรวจปราบปราม
ปัญหานี้จึงถูกนำไปถกเถียงอภิปรายกันอย่างกว้างขวางเพื่อหาหนทางออก
เชาวน์ พงษ์พิชิต ระบุว่า ในที่ประชุมผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศสมัยที่ 2 ที่เซี่ยงไฮ้ในปี 1922 ซึ่งเหมาไม่ได้เข้าร่วมเคยพิจารณาปัญหาการผูกสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกับก๊กมินตั๋งมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ผู้แทนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ญัตตินั้นจึงตกไป
พรรคมีการประชุมตัวแทนทั่วประเทศสมัยที่ 3 ณ กว่างโจว ในฤดูร้อนปี 1933 เหมาเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ไปเข้าร่วมประชุมด้วย
นี่เป็นครั้งแรกที่เหมาแสดงท่าต่อประเด็นการจับมือกับก๊กมินตั๋ง
เหมาอภิปรายในประเด็นสมควรจะเป็นพันธมิตรกับก๊กมินตั๋งด้วยหรือไม่นั้นว่า “เราจะต่อสู้โดยลำพังไม่ได้ ต้องมีการรวมตัวกันทำการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่”
การประชุมที่กว่างโจวครั้งนี้ถือเป็นการประชุม “นัดพิเศษ”
ก่อนหน้านั้นในเดือนสิงหาคม 1922 มาริงถ่ายทอดความเห็นของสากลคอมมิวนิสต์ในประเด็นให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋ง
ชี้ชัดว่าประเด็นนี้มีการผลักดันอย่างจริงจาก “สากลคอมมิวนิสต์”
หากนำเอาการพบระหว่างซุนยัตเซ็นกับมาริงในห้วงหลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 1 ที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนกรกฎาคม 1921
ก็จะมองเห็นทิศทางอันมาจาก “สากลคอมมิวนิสต์”
เบื้องต้นเป็นการเชื่อมระหว่างตัวแทนสากลคอมมิวนิสต์ คือ มาริง ต่อสายตรง ไปยังซุนยัตเซ็นซึ่งเป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋ง
จากนั้น ซุนยัตเซ็นกับทูตพิเศษสหภาพโซเวียตก็ได้พบกัน
ตามมาด้วยการลงนามในความตกลงที่เซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนมกราคม 1923 ระบุว่าพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จะร่วมมือกันโดยเปิดช่องให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เข้าเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋ง
โดยมีเงื่อนไขว่าจะยังคงรักษาสมาชิกภาพพรรคคอมมิวนิสต์เดิมเอาไว้
จากนี้จึงเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า แม้ว่าการตระเตรียมในทางความคิดเรื่องเป็นพันธมิตรระหว่างพรรคจะสัมผัสได้ในเบื้องต้นจากการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 2 ในปี 1922
แต่ปรากฏมติอย่างเป็นรูปธรรมได้ในการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 ในปี 1923
หนังสือ “ประวัติศาสตร์จีน” ของ ทวีป วรดิลก ระบุว่า ในฤดูใบไม้ผลิปี 1921 มาริง ผู้แทนองค์การคอมมิวนิสต์สากลได้ไปพบกับซุนยัตเซ็นที่กว่างซี
ซุนยัตเซ็นมีความยินดีที่ทราบว่าโซเวียตใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่
ต่อมาอีกไม่นาน มาริงก็มีความเชื่อมั่นว่าพรรคก๊กมินตั๋งเป็นกระแสธารใหญ่ในทางการเมืองของจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เพิ่งก่อตั้งถ้าได้รวมกับพรรคก๊กมินตั๋ง ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
และก็จะสามารถปฏิวัติจีนได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
เฉินตุ๋ซิ่ว หลี่ต้าเจาลังเลต่อข้อเสนอจนต้องใช้ความกดดันหนักขึ้น ในเดือนสิงหาคม 1922 คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนลงมติให้สมาชิกพรรคมีสิทธิ์สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งได้
โดยคำแนะนำของจางจี้ สมาชิกอาวุโสก๊กมินตั๋ง หลี่ต้าเจาก็ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋ง