ปัญหา รายได้ พรรคคอมมิวนิสต์ (14) – แม้เฉินตุ๊ซิ่วจะไม่เห็นด้วย ปัจจัยที่มิอาจสกัดขัดขวางได้นอกเหนือจากคำชี้แนะของ โคมินเทิร์นแล้ว ยังเนื่องมาจากปัจจัยของสถานการณ์และความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่ภายในประเทศ
ความเป็นจริงจากการเติบใหญ่ ขยายตัวของกรรมกรในเมืองใหญ่
ความเป็นจริงนี้ไม่เพียงแต่กดดันให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนจักต้องตื่นตัวเร่งขยายงาน การจัดตั้ง หากแต่พรรคก๊กมินตั๋งเองก็จำเป็นต้องสร้างผลงานในลักษณะคู่ขนานกันไป
ยิ่งกว่านั้น จุดหนึ่งซึ่ง ทวีป วรดิลก เน้นอย่างเป็นพิเศษ
ปัญหาที่รีบด่วนและสำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่มีเงินเลย ไม่ว่า จะด้วยประการใดๆ สมาชิกส่วนใหญ่ไม่มีงานทำ หรือมิฉะนั้น ก็ไม่มีรายได้ไม่ว่าทางใดๆด้วย
ค่าใช้จ่ายสำหรับองค์กรกลางระหว่างปี 1921 จนถึงปี 1922
เป็นเงินจำนวนรวมทั้งสิ้น 17,500 เหรียญจีน ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้โคมินเทิร์นจัดงบประมาณให้ 16,655 เหรียญจีน โดยที่เงินงบประมาณสำหรับปีต่อไปก็คาดว่าจะมาจาก โคมินเทิร์นทั้งหมด
สภาพการณ์จึงบีบและกดดันให้คำชี้แนะจากโคมินเทิร์นมีน้ำหนักเป็นอย่างสูง
ภายหลังการประชุมพิเศษที่หางโจวในเดือนสิงหาคม 1922 ซึ่งมาริงเข้าร่วมประชุมด้วยได้มีคำสั่งที่สมาชิกพรรคทั้งหมดต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด
นั่นคือ เข้าเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋ง
โดยเป็นการเข้ากันไปเป็น “กลุ่ม” ที่ผนึกแน่นอยู่ภายในพรรคก๊กมินตั๋งทุกคน ยังผลให้ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนต้องเข้าร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋งในทันใดนั้นเอง
รวมทั้งหลี่ต้าเจาและเฉินตุ๊ซิ่วที่เคยคัดค้านอย่างแข็งขันมาแล้ว
กระนั้น กว่าเหมาจะเข้าเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งก็เมื่อต้นปี 1923 คำอภิปรายแสดงความเห็นชอบของเหมาในที่ประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 ณ กว่างโจว ฤดูร้อนของปี 1923 ที่ว่า
“เราจะต่อสู้โดยลำพังมิได้ ต้องมีการรวมตัวกันทำการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่”
จึงสำคัญ เพราะไม่เพียงแต่จะถูกกระแสบีบรัดและกดดันจากโคมินเทิร์นผ่านทาง สหภาพโซเวียตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อปี 1921 หากแต่ในส่วนของพรรคคอมมิวนิสต์หูหนานก็หนักหนาสาหัส
นั่นก็คือ การถูกปราบปรามจากขุนศึกอย่างรุนแรง เหี้ยมโหดและทารุณ
จากมุมมองของ เชาวน์ พงษ์พิชิต นับตั้งแต่กะลาสีฮ่องกง 6,000 คนนัดผละงานเมื่อ เดือนมกราคม 1922 ภายหลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้งขึ้นมาแล้ว หลังจากนั้นภายในเวลา 13 เดือน
ทั่วประเทศจีนเกิดการนัดผละงานโดนกรรมกร 100 กว่าครั้ง
มีกรรมกรเข้าร่วม 300,000 กว่าคน แต่กระแสสูงของขบวนการกรรมกรครั้งที่ 1 นี้ก็ต้องประสบความเพลี่ยงพล้ำ บทเรียนจากประสบการณ์ดังกล่าวที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้รับก็คือ
ศัตรูของการปฏิวัติจีนนั้นใหญ่โตและแข็งแกร่งมาก
ลำพังชนชั้นกรรมกรจะต่อสู้เองกำลังจะไม่พอจึงต้องพยายามให้ได้พันธมิตรมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อีกประการหนึ่งคือจีนในระบอบกึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา กรรมกรไม่มีสิทธิประชาธิปไตย
การต่อสู้ทุกครั้งล้วนถูกทหาร ตำรวจ ปราบปราม
เพราะฉะนั้น ถ้าหากปราศจากการต่อสู้ด้วยกำลัง อาศัยการนัดผละงานที่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างเดียวย่อมไม่สามารถได้รับชัยชนะ
นั่นคือบทสรุปจากการประมวลและศึกษาของ เชาวน์ พงษ์พิชิต
ขณะเดียวกัน หากศึกษาจากหนังสือ “กองทัพแดง” ของ วิโรจน์ อำไพ ทุกอย่างเริ่มจากสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 2 เดือนกรกฎาคม 1922 นั่นก็คือหัวข้อ “ดำเนินความร่วมมือนอกพรรค”
สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ สมาชิกสันนิบาตเยาวชนเข้าร่วมในพรรคก๊กมินตั๋ง
เดือนสิงหาคม 1922 ผู้นำคณะกรรมการกลางพรรคเปิดประชุมที่หางโจว มาริง เสนอแนวคิดพรรคก๊กมินตั๋งเป็นสมาพันธ์ของทุกชนชั้นปฏิวัติดำเนิน “ความร่วมมือในพรรค”
แม้จะประสบการคัดค้านส่วนใหญ่ในตอนแรกแต่สุดท้ายที่ประชุมได้รับข้อเสนอ
เดือนมกราคม 1923 คณะกรรมการบริหารคอมมิวนิสต์สากลกำหนดเป็น “มติเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋ง”
เข็มมุ่งและวิธีการจึงได้ผ่านที่ประชุมใหญ่สมัชชาพรรคครั้งที่ 3 เมื่อเดือนมิถุนายน 1923