หลี่ต้าเจา พบกับ ซุนยัตเซ็น(15) – หนังสือ “ซุนยัตเซ็น มหาบุรุษผู้พลิกแผ่นดินจีน” ของหลิวเสี่ยวฮุ่ย จากการแปลของ เรืองชัย รักศรีอักษร ระบุว่า ขณะที่ซุนยัตเซ็นยืนหยัดบัญชาการรบปราบกองทัพกบฏอยู่ที่อ่าวไป่เอ๋อ
พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เปิดประชุมใหญ่ทั่วประเทศครั้งที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม 1922
และได้ผ่านมติเกี่ยวกับ “แนวร่วมประชาธิปไตย” เสนอให้ร่วมมือกับพรรคก๊กมินตั๋งและองค์กรปฏิวัติต่างๆ ร่วมกันก่อตั้งแนวร่วมการปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้กับจักรวรรดินิยมและเหล่าขุนศึก
เดือนสิงหาคม พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดประชุมพิเศษที่ทะเลสาบซีหูในหางโจว
มีมติใหม่เกี่ยวกับปัญหาการร่วมมือกับพรรคก๊กมินตั๋ง พร้อมกับส่งหลี่ต้าเจา และ หลินจู่หานเดินทางไปพบซุนยัตเซ็นที่เซี่ยงไฮ้เปิดเผยข้อเสนอของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
วันที่ 23 สิงหาคม หลี่ต้าเจา หลินจู่หาน เข้าพบซุนยัตเซ็น
ซุนยัตเซ็นประทับใจบุคลิกที่ไม่ธรรมดาของหลี่ต้าเจา “ผมชื่นชมคุณหลี่มานานแล้ว วันนี้ได้พบกัน สมดังคำร่ำลือ ในเมื่อคุณมาพบผมก็ต้องช่วยชี้แนะในเรื่องสำคัญของประเทศมากหน่อย”
และนี่คือ “ถ้อยคำ” ของหลี่ต้าเจาอันปรากฏผ่านหนังสือของ “หลิวเสี่ยวฮุ่ย”
พรรคคอมมิวนิสต์เราเห็นว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันพรรคท่านเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ค่อนไปทางปฏิวัติ
นี่เป็นบทสรุปที่พรรคเราได้จากการตรวจค้นคว้าสภาพการณ์ปัจจุบันของการปฏิวัติจีน
แต่ภายในพรรคท่านมี 2 ฝ่าย ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่ง อย่างคุณซุนเป็นฝ่ายปฏิวัติ ซึ่งต้องการยืนหยัดดำเนินการปฏิวัติประชาธิปไตยให้ถึงที่สุด
อีกฝ่ายหนึ่ง ต่อภายนอกเอนเอียงเข้าหาจักรวรรดินิยม ต่อภายในเอนเอียงเข้าหาขุนศึกภาคเหนือ
สมาชิกส่วนหนึ่งหวั่นไหวไม่แน่นอน จึงส่งผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายของพรรคท่านและการนำไปปฏิบัติอย่างถึงที่สุด
จากสายตาของพรรคเรา ภายในพรรคท่านกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงและแตกแยก
เมื่อพรรคท่านนำการปฏิวัติซินไฮ่อยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์ เป็นพรรคการเมืองปฏิวัติที่กำลังอยู่ในระยะพัฒนา หลังการปฏิวัติซินไฮ่พวกขุนนางและนักฉวยโอกาสทางการเมืองจำนวนหนึ่งเข้าปะปน
อยู่ภายในพรรคท่าน ขบวนสมาชิกแต่เดิมเกิดการเปลี่ยนแปลง
แรงผลักดันในการเข้าพรรคของหลายคน คือ การเป็นขุนนางและความร่ำรวย วินัยขององค์กรเริ่มหย่อนยานและควบคุมไม่ได้
สมาชิกพรรคเก่าซึ่งติดตามคุณซุนมาเนิ่นนานมีไม่น้อยที่สูญเสียจิตใจปฏิวัติที่เคยมี
บางคนถึงกับกระหายอำนาจสุดขีดก่อเรื่องขึ้นจนไม่อาจจัดการได้ ไม่กลัวที่จะทำ สิ่งซึ่งผิดต่อฟ้าดิน เดินไปสู่เส้นทางทรยศต่อการปฏิวัติ ตัวอย่างเช่นเฉินจุ่งหมิง
นักปฏิวัติรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งเช่นหลี่สือเจิงกลับเข้ากับฝ่ายกบฏเข้ากับเฉินจุ่งหมิง เป็นปี่เป็นขลุ่ย
การจะรักษาโรคภายในพรรคก๊กมินตั๋งอย่างถึงรากวิธีเดียวก็คือ ต้องเผชิญหน้า กับปัญหาตรงๆ ตัวผมเองและพรรคเราเห็นว่าถ้าพรรคท่านไม่ปฏิรูปโดยเร็ว
ก็ยากที่จะบรรลุตามพิมพ์เขียวของการปฏิวัติซึ่งคุณซุนร่างไว้ให้พรรคท่าน
ตรงกันข้าม ภายใต้สภาพการณ์ที่ปัจจัยเหลวแหลกต่างๆ ภายในพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะทำให้พรรคท่านล่มสลายอย่างสิ้น
นี่คือข้อเสนอและความเห็นของหลี่ต้าเจา
ในท้ายที่สุด หลี่ต้าเจาตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจปฏิวัติซึ่งวางอยู่เบื้องหน้าเราในเวลานี้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว “การปฏิวัติประชาธิปไตยที่คุณเป็นผู้นำได้โค่นล้ม การปกครองของฮ่องเต้ชิงนานแล้ว
วันนี้เราต้องแบกรับภารกิจปฏิวัติเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมและศักดินา
การจะบรรลุภารกิจ ไม่ใช่พรรคท่านในปัจจุบันจะสามารถทำได้ จำเป็นต้องเพิ่มเติมเลือดใหม่ให้แก่ขบวนปฏิวัติ พรรคท่านร่วมมือกับพรรคเราร่วมกันแบกรับภารกิจ อันมีเกียรติ”
นั่นเป็นสถานการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 1923
เป็นสถานการณ์อันเป็นจุดเริ่มต้นที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจับมือร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋ง โดยการผลักรุนอย่างเต็มกำลังความสามารถจากสหภาพโซเวียตผ่านโคมินเทิร์น
นี่เป็นภารกิจที่ชักดึงเหมาให้เข้าไปแสดงบทบาทอย่างเอาการเอางาน