จุดร่วม ก๊กมินตั๋ง กุงฉานตั๋ง(17) – ซุนยัตเซ็นประทับใจคำพูดจูเต๋ออย่างมากเห็นว่าคำพูดมีเหตุผล จึงกล่าวกับเขาว่า “คุณพูดถูก หลักทฤษฎี วิธีการและมาตรการที่เราใช้ล้วนผิดพลาด แต่ผมกำลังใช้นโยบายใหม่จะดำเนินการเร็วๆ นี้
เมื่อถึงตอนนั้นหวังว่าคุณจะกลับมาร่วมงานกับผม”
ซุนยัตเซ็นคิดถึงการร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียนานแล้ว เห็นได้จากในปี 1921 การสนทนาระหว่างซุนยัตเซ็นกับมาริง ตัวแทนคอมมิวนิสต์สากลในการวางรากฐาน
แนวคิดในการร่วมมือกับโซเวียตรัสเซียของซุนยัตเซ็น
ดังนั้น หลังจากซุนยัตเซ็นมาเซี่ยงไฮ้โซเวียตได้ส่งทูตพิเศษมาจีนเพื่อหารือกับรัฐบาลปักกิ่งและพูดคุยกับซุนยัตเซ็นอย่างลับๆ เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ด้วยความช่วยเหลือของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย
ซุนยัตเซ็นจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิรูปองค์กรของพรรคก๊กมินตั๋ง วันที่ 4 กันยายน 1921 จึงเปิดประชุมเรื่องการปรับปรุงพรรคก๊กมินตั๋ง ครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการที่เซี่ยงไฮ้
ผ่านนโยบายใหม่เกี่ยวกับการร่วมมือกับรัสเซียและพรรคคอมมิวนิสต์จีน
จากนั้น ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีนขานรับความเคลื่อนไหวของซุนยัตเซ็นอย่างกระตือรือร้น วันที่ 13 กันยายน 1921 ไช่เหอเซิน ชาวพรรคคอมมิวนิสต์เสนอบทความชื่อ “เอกภาพ เป็นหนี้ของพรรคก๊กมินตั๋ง”
วิเคราะห์สาเหตุที่การปฏิวัติยังไม่ประสบความสำเร็จหลังปฏิวัติซินไฮ่ 11 ปี
เมื่ออ่านบทความแล้วซุนยัตเซ็นเห็นด้วย โดยเฉพาะข้อเสนอที่ว่าในอนาคตการปฏิวัติจีนควรเดินไปทางไหน และได้ชื่นชมกับประโยคหนึ่งของไช่เหอเซินที่กล่าวถึงพรรค ก๊กมินตั๋ง
“ชีวิตในอดีตอยู่ที่การปฏิวัติ ชีวิตในอนาคตก็ยังอยู่ที่การปฏิวัติ”
บทความเสนอให้ร่วมมือกับมวลชนและสหภาพโซเวียตอันตรงกับปัญหาที่ซุนยัตเซ็นกำลังคิด เมื่อซ่งซิงหลิงถามว่า ทำไมต้องร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ ซุนยัตเซ็นตอบอย่างไม่ลังเลว่า
“เพราะพรรคเราขาดเลือดใหม่”
หากมองซุนยัตเซ็นตามความเป็นจริงของซุนยัตเซ็นที่ริเริ่มก่อตั้งถงเหมิงฮุ่ยกระทั่งพัฒนาเติบใหญ่มาเป็นพรรคก๊กมินตั๋งเพื่อเป็นเครื่องมือในการโค่นราชวงศ์ชิง สถาปนาประชาธิปไตยก็จะเข้าใจ
เข้าใจในความมุ่งมั่น เข้าใจในความจริงใจ
จากนี้จึงเห็นอย่างเด่นชัดว่า ไม่ว่าพรรคก๊กมินตั๋ง ไม่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีน ต่างเดินทางมาถึงจุดอันเป็นความท้าทายอย่างสูงในทางการเมือง
ทางหนึ่ง ได้เห็นความตื่นตัวเป็นอย่างสูงของประชาชน
กล่าวสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายหลังการก่อตั้งพรรคเมื่อเดือนกรกฎาคม 1921 อีก 13 เดือนต่อมาทั่วประเทศได้เกิดการนัดผละงานจำนวนมากกว่า 100 ครั้ง
มีกรรมกรเข้าร่วมกว่า 300,000 คน
กระนั้น ภายในกระแสสูงแห่งการปฏิวัติ การเคลื่อนไหวทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ก็ประสบกับการปราบปรามอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ขณะเดียวกัน ทางด้านของซุนยัตเซ็นก็มีบทเรียนอันแหลมคมจากการต่อสู้
ครั้งหนึ่ง ในการให้โอวาทแก่นักเรียนนายร้อยหวังพูเมื่อเดือนพฤษภาคม 1924 ซุนยัตเซ็นได้นำบทเรียนจากการปฏิวัติของรัสเซียและที่พรรคก๊กมินตั๋งประสบมาตอกย้ำและยืนยันว่า
“ถ้าหากไม่มีกองทัพปฏิวัติ การปฏิวัติจีนจะต้องล้มเหลวไปอีกนานเท่านาน”
หากมองจากประสบการณ์และความจัดเจนก็ต้องยอมรับว่าซุนยัตเซ็นและพรรคก๊กมินตั๋งมีบทเรียนมากกว่าเพราะผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนานทั้งจากภายนอกและภายใน
เมื่อจูเต๋อสรุปให้เห็นเป็นความผิดพลาดซุนยัตเซ็นจึงเข้าใจ
ขณะเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์เองก็เพิ่งก่อตั้งและประสบเข้ากับกระแสสูงแห่งความตื่นตัวของกรรมกร ภายในการต่อสู้นั้นก็มีทั้งที่ได้ชัยชนะและประสบกับความพ่ายแพ้
แต่ที่สำคัญก็คือ ต้องปะทะกับขุนศึกและจักรวรรดินิยมที่อยู่เบื้องหลัง
บทเรียนจากประสบการณ์ที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับคือ ศัตรูของการปฏิวัติจีนนั้นใหญ่โตและแข็งแกร่งมาก ลำพังชนชั้นกรรมกรจะต่อสู้โดยลำพังยังไม่พอจึงต้องให้ได้พันธมิตรมากที่สุด
ปัญหาและอุปสรรคนี้เองทำให้เกิดความต้องการร่วมของพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคคอมมิวนิสต์