คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ตัดสินม็อบนกหวีด – คดีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กลุ่มกปปส. ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ช่วงข้ามปี 2556-2557 และเกิดเหตุรัฐประหารตามมา มีคำตัดสินของศาลชั้นต้นแล้ว มีการกำหนดโทษบุคคลผู้ก่อเหตุแล้ว
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกรวม 39 คน เป็นแกนนำสำคัญในการชุมนุมขับไล่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้งส.ส.ทั่วไป และบุกยึดสถานที่ราชการ
แกนนำกลุ่มประกาศก่อนทราบผลตัดสินว่า การกระทำเมื่อ 8 ปีก่อนเป็นการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมือง ยึดมั่นการกระทำที่รับผิดชอบ
ฉะนั้นคดีดังกล่าวนี้จึงนับเป็นกรณีตัวอย่างว่า การประกาศก้องว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ ข้ออ้างที่เป็นเหตุเป็นผล
โดยเฉพาะเมื่อการกระทำนั้นกระทบต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตยอย่างรุนแรง
ความผิดที่เห็นชัดเจนของกลุ่มดังกล่าวคือการขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นวิถีทางที่สำคัญของประชาธิปไตย
การขัดขวางการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 เกิดในจังหวะเวลาที่ไม่มีวี่แววว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มจะกระทำการทุจริต
สภาวการณ์ดังกล่าวจึงชัดเจนว่า ประชาชนทั่วไปถูกขัดขวางการใช้สิทธิเลือกตั้ง บางคนถูกใช้ความรุนแรง
การชุมนุมเป่านกหวีดเมื่อปี 2556-2557 จึงไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับ ผู้ชุมนุม แต่เป็นผู้ชุมนุมที่ล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนทั่วไป
การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การใช้สิทธิการชุมนุมอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย
คําพิพากษาคดีดังกล่าวนี้จึงจะเป็นตัวอย่างสำหรับสังคมไทยที่ต้องร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยไปในแนวทางที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างสันติ
ไม่ใช่ใครจะหยุดยั้งประชาธิปไตยด้วยข้ออ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง หรือวางตนอยู่ในสถานะเหนือกว่าผู้อื่นได้
ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนักว่าการรักษาประชาธิปไตยเป็นภาระสำคัญ ต้องปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียม ไม่ให้ท้ายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนทำให้ความขัดแย้งบานปลาย
กระทั่งผลลัพธ์สุดท้ายของการกระทำเหล่านี้คือการรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557