สวนผักของหนูปันสุขเพื่อน้องอิ่ม – จากจุดเริ่มต้นเพื่อต้องการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มวัตถุดิบที่มีคุณภาพสำหรับการจัดเตรียมอาหารกลางวันให้นักเรียนกว่า 130 ชีวิต เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา
ในวันนี้ โรงเรียนวัดท้ายเกาะ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี พัฒนาและต่อยอดสู่การเพิ่มทักษะอาชีพนอกห้องเรียนให้เด็กๆ ด้วยการจัดสรรพื้นที่บริเวณโดยรอบโรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่การเกษตร เด็กนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การเพาะปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว และแปรรูป
รวมทั้งการวางแผนส่งไปโรงครัวหรือส่งออกจำหน่าย ยังชุมชนเพื่อสร้างรายได้และใช้เป็นเงินหมุนเวียนขับเคลื่อนโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของโรงเรียนต่อไป

ภารกิจดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ บริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จำกัด (มหาชน) ผู้บริการบัตรกดเงินสด “เอมันนี่”
ภายใต้ คอนเซ็ปต์ “A money บัดดี้เรื่องเงิน” ที่ต้องการสนับสนุนและช่วยเหลือน้องๆ นักเรียนให้มีมื้ออาหารกลางวันที่มีคุณภาพ ยิ่งขึ้น จึงเดินหน้าจัดกิจกรรม “A money บัดดี้ร่วมปันสุขเพื่อน้องอิ่ม ครั้งที่ 2” ด้วยการส่งมอบเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว อุปกรณ์เพาะปลูก และเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับปรุงอาหาร พร้อมสื่อการเรียนรู้และอุปกรณ์ป้องกันโรคโควิด-19 ให้โรงเรียนวัดท้ายเกาะ
ระหว่างเยี่ยมชมแปลงผักของโรงเรียน เพื่อนคู่หู น้องจอย ด.ญ.บัณฑิตา ไชยศรีจันทร์และ น้องฟลุ๊ค ด.ช.ชวัลรัตน์ วงษ์จำนงค์ ชั้นป.6 หนึ่งในทีมดูแลพื้นที่ผักกางมุ้งของโรงเรียน ทั้งแปลงผักบุ้ง ผักสลัด ยอดอ่อนทานตะวัน และผักอื่นๆ เล่าว่าหน้าที่ดูแลแปลงผักกางมุ้งเป็นของชั้น ป.5 และ ป.6 สลับกันเข้ามาคอยดูแล และรดน้ำเช้า-เย็น เราสองคนเริ่มทำกันมาตั้งแต่ตอน ป.5 แรกๆ ยังทำไม่เป็นเท่าไหร่ แต่มีพี่ ป.6 กับคุณครูสอนก็เริ่มทำได้บ้าง
“ผักที่ปลูกบ่อยๆ จะเป็นพวกผักบุ้งจีน ต้นอ่อนทานตะวัน วอเตอร์เครส ผักกวางตุ้ง เพราะเป็นผักที่นำไปปรุงอาหารได้ง่ายและ โตเร็ว พอโตเต็มที่เราจะช่วยกันเก็บส่งให้แม่ครัวที่ทำอาหารกลางวันให้พวกเรา ถ้ารอบไหนมีผลผลิตเยอะก็จะนำไปขายในชุมชนใกล้ๆ ได้เงินมาก็นำไปให้ครูเก็บไว้เป็นเงินทุนค่ะ” น้องจอยกล่าว
“ผักที่ปลูกยากที่สุดเป็นต้นอ่อนทานตะวันครับ เพราะต้องรดน้ำทุกวันและรดอย่างเบามือ ในขั้นตอนการปลูกเราเริ่มจากเตรียมดิน เทดินลงแปลง ใส่เมล็ดลงไป เอาดินโรยทับลงไปอีกชั้น จากนั้นใช้บัวรดน้ำ อย่าใช้สายยางรดน้ำเพราะอาจทำให้ต้นตายได้ ส่วนที่พวกผมนำออกไปขายถุงละครึ่งกิโลกรัม ราคา 25 บาท เป็นผักที่ขายดีมากครับ เพราะทำอาหารได้หลายเมนู ทั้งผัดน้ำมันหอย ใส่ไข่เจียว หรือจะกินสดๆ กับส้มตำก็ได้ ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงส่งขายสอนให้เราเอาใจใส่ อดทน แบ่งเวลา ตั้งใจ ขยัน และยังนำไปเป็นวิชาติดตัวได้ด้วยครับ” น้องฟลุ๊คกล่าวเสริม
ต่อด้วยพื้นที่การแปรรูปผลิตภัณฑ์และถนอมอาหาร น้องไอด้า ด.ญ.สุพัชติญา บัวลาและ น้องไอติม ด.ญ.อัญชลี ประดิษฐ์ศิลป์ ชั้นป.4 ร่วมพูดคุยและสาธิตการทำกล้วยตากอาบแดด
“การทำกล้วยตากอาบแดดเป็นการนำเอากล้วยที่มีอยู่จำนวนมากในรั้วโรงเรียนและบริเวณชุมชนมาถนอมอาหารด้วยการตากในตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้เก็บไว้กินได้นานและขายให้ผู้ปกครอง ชาวบ้านในชุมชน รวมถึงเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้พวกเราด้วยค่ะ” น้องไอด้ากล่าว

“เราเลือกใช้กล้วยที่ผ่านการบ่มจนสุก งอมจัด รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม เพราะจะทำให้กล้วยตากมีสีสวยงาม จากนั้นนำมาปอกเปลือก แช่ไว้ในน้ำผสมเกลือป่นในเวลาพอประมาณ แล้วนำไปตากในตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้ ช่วยประหยัดเวลาในการตากกล้วยให้แห้งเมื่อเทียบกับการตากแดดในแบบดั้งเดิม ฝึกให้พวกเราเห็นคุณค่า รู้จักประยุกต์และสร้างมูลค่าโดยการนำสิ่งรอบตัวมาปรับเปลี่ยนให้เกิดประโยชน์ค่ะ” น้องไอติมบอกเล่าด้วยความภาคภูมิใจ
ปิดท้ายกันที่โซนโรงเพาะเห็ดนางฟ้าภูฏาน น้องบ๊วย ด.ช.ณัฐพงศ์ กิริชี ชั้น ม.2 เล่าว่าเห็ดที่พวกเราเพาะนี้เป็นเห็ดปลอดสารพิษ ใช้ทำอาหารกลางวันให้ทุกคนในโรงเรียนหากมีเหลือก็จะนำไปขายให้ผู้ปกครองและชาวบ้านในชุมชน จากที่เรามีประมาณ 500 ก้อนนี้ ในช่วงที่สภาพอากาศเป็นใจจะให้ผลผลิตประมาณวันละ 3-6 กิโลกรัม เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 4-6 เดือน ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 60 บาท
“พวกเราได้รับประสบการณ์ที่ดีจากกิจกรรมเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นวิชาชีพติดตัวที่เราสามารถนำไปเป็นงานอดิเรก เป็นอาชีพเสริม หรือเป็นอาชีพหลักของครอบครัวได้ถ้าเราคิดแล้วลงมือทำครับ” น้องบ๊วยกล่าว