จังหวะก้าว จาก สมัชชา 3 (21) – อันที่จริง การประชุมใหญ่ผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งครั้งที่ 1 ได้กำหนดเป็นที่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายปฏิวัติใหญ่ 3 ประการ คือ สัมพันธ์กับรัสเซีย สัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ ช่วยเหลือกรรมกรชาวนา
ที่ประชุมใหญ่ได้เลือกตั้งกรรมการบริหารกลางพรรคก๊กมินตั๋ง
สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ อาทิ หลี่ต้าเจา ถานผิงซาน เหมาเจ๋อตง หลินจู่หานชวีชิวไป๋ เป็นต้น ทั้งหมด 10 คน ได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารกลาง
หรือไม่ก็กรรมการสำรองของกรรมการบริหารราว 1 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
ภายหลังการประชุม สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญในองค์กรพรรคกลาง ของพรรคก๊กมินตั๋ง ถานผิงซาน รัฐมนตรีกระทรวงจัดตั้ง หลินจู่หาน รัฐมนตรีกระทรวงชาวนา
เหมาเจ๋อตง รัฐมนตรีรักษาการกระทรวงโฆษณา
ความสำเร็จของที่ประชุมใหญ่พรรคก๊กมินตั๋งทั่วประเทศครั้งที่ 1 คือ สัญลักษณ์แห่งการก่อกำเนิด ความร่วมมือก๊กมินตั๋ง-คอมมิวนิสต์ อย่างเป็นทางการครั้งแรก
แต่ความร่วมมือนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีรอยร้าวแตกภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน
หนังสือ “กองทัพแดง” ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า สมัชชาใหญ่ครั้งที่ 3 พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีข้อบกพร่องตรงมิได้เสนอปัญหาต่อชนชั้นกรรมกรควรพยายามช่วงชิงสิทธิการนำของการปฏิวัติประชาธิปไตย
ที่ประชุมเห็นว่า “พรรคก๊กมินตั๋งควรเป็นศูนย์กลางอิทธิพลของการปฏิวัติประชาชาติ”
ที่ประชุมปรากฏข้อบกพร่องจากการประเมินสภาพอันสลับซับซ้อนและความ
ผันผวนปรวนแปรภายในของพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในวันข้างหน้าได้ไม่เพียงพอ
นี่คือสาเหตุที่ได้ปลูกฝังรากเหง้าแห่งความผิดพลาด
โดยระบุลงไปว่า ลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวาของเฉินตุ๊ซิ่วไม่มากก็น้อย อันเอกสารใน“กองทัพแดง” ยอมรับว่า นี่ได้สะท้อนถึงพรรคว่ายังอยู่ในระยะช่วงเยาว์วัยที่ขาดประสบการณ์
แน่นอนว่าข้อสังเกตนี้เกิดขึ้นภายหลังจาก “มติ” ในที่ประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3
หากมองจากพื้นฐานของพรรคคอมมิวนิสต์โดยเริ่มจากสมัชชาพรรคครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกรกฎาคม 1921 มายังสมัชชาพรรคครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม 1922
มาถึงสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 ในปี 1923 ก็ต้องยอมรับในความเยาว์วัย
เบื้องหน้ามิติใหม่ในทางการเมืองเช่นนี้ ทวีป วรดิลก ตั้งข้อสังเกตว่า จากสถานะแห่งความเป็นนักปฏิวัติอาชีพทำให้เส้นทางการทำงานของเหมาเปลี่ยนไปจากเดิม
เพราะต้องมาตกอยู่ในวังวนของงานการเมืองที่สับสนอย่างเป็นทางการไปแล้ว
นั่นก็คือ งานของเหมาเดิมในฐานะเลขาธิการพรรคประจำมณฑลหูหนาน มุ่งรับผิดชอบงานอย่างเป็นรูปธรรมในความจำกัด แต่เมื่อมาเป็นส่วนหนึ่งในการผูกเป็นพันธมิตรกับก๊กมินตั๋ง
ทำให้ห่างจากงานจัดตั้งมาเป็นงานบริหารระดับ “รัฐกิจ”
ประกอบกับฤดูใบไม้ผลิในปี 1923 หยางไค่ฮุ่ยท้องครั้งที่ 2 แต่เหมาก็จำเป็นต้องจากบ้านไปในเดือนมิถุนายนเพื่อเข้าร่วมประชุมสมัชชาสมัยที่ 3 ของพรรคในกว่างโจว เมืองหลวงของมณฑลกว่างตง
คราวนี้เหมาไม่หลงทางทั้งๆ ที่มากว่างโจวครั้งนี้เป็นครั้งแรก
ในการประชุมเหมาต้องแสดงความสนับสนุนความเป็นพันธมิตรระหว่างพรรคอย่างแข็งขันจากคำประกาศ แถลงการณ์ต่างๆ แสดงถึงความเป็นพันธมิตรกับก๊กมินตั๋งอย่างน่าชื่นชม
นี่คือความเป็นพรรคภาพของเหมาอย่างเคร่งครัด
สภาพการณ์หนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามจากมติของที่ประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 นี้คือเหมาได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารกลาง และได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากรมการจัดตั้ง
ตำแหน่งใหม่นี้แม้จะถือว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ
แต่ก็สร้างปัญหาให้แก่ชีวิตเป็นอย่างมากให้กับเหมา เพราะว่าต้องแบ่งระหว่างงานของพรรคกับงานส่วนตัว ระหว่างครอบครัวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
แน่นอน กล่าวสำหรับเหมางานของพรรคเป็นหลักอย่างเด่นชัด
กระนั้น กล่าวสำหรับนักปฏิวัติอาชีพอย่างเหมาความเป็น “ส่วนตัว” ในชีวิตแทบไม่มีพื้นที่ให้ แม้ในทางเป็นจริงเรื่องส่วนตัวมิอาจปัดปฏิเสธได้ก็ตาม
ประสบการณ์นี้ทรงความหมายเป็นอย่างสูงสำหรับเหมา