จากฉางซา สู่ศูนย์กลางพรรค(23) – ในความเห็นของ บุญศักดิ์ แสงระวี ผ่าน”จากท้องนาเสาซาน สู่เมืองกรุงปักกิ่ง”ระบุว่า ก่อนหน้าที่ประวัติศาสตร์ใหม่อันสำคัญแต่ละครั้งจะเกิดขึ้นเหมามักจะเล็งเห็นล่วงหน้าอยู่เสมอ
แม้จะไม่ถูกต้องร้อยละร้อย แต่ก็เป็นร้อยละ 80-90 ขึ้นไป
ก่อนหน้าที่เหมาเข้าไปทำงานในศูนย์กลางพรรคเหมาเคยเขียนบทความ “กำลังภายนอก ขุนศึกและการปฏิวัติ”คาดคะเนว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนและฝ่ายประชาธิปไตยในขบวนปฏิวัติ(ก๊กมินตั๋ง)
และฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่อยู่ในขบวนปฏิวัติ
จะต้อง”ร่วมมือกันภายในระยะเวลาหลังจากนี้” ภาระหน้าที่ปฏิวัติประชาธิปไตยอันเป็นหลักนโยบายขั้นต่ำสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเป้าหมายการต่อสู้ของพรรคก๊กมินตั๋งที่ซันยัตเซ็นนำอยู่
ภายใต้สถานการณ์ที่ขุนศึกรบกัน ศัตรูจากภายนอกก็บุกรุกเข้ามา หากไม่ดำเนินการร่วมมือกันในการปฏิวัติก็ยากที่จะกอบกู้ประเทศจีนได้
ถามว่าแล้วพรรคคอมมิวนิสต์จีนคิดอย่างไรในสภาพการณ์เช่นนี้
คำตอบจาก บุญศักดิ์ แสงระวี ก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้อย่างชัดเจนจึงได้ส่งหลี่ต้าเจาไปปรึกษาการร่วมมือกับซุนยัตเซ็น
ขณะเดียวกัน ด้วยการเห็นชอบของพรรค หลี่ต้าเจาก็เข้าพรรคก๊กมินตั๋ง
ไม่นานต่อมา ไม่ว่าเฉินตุ๊ซิ่ว ไม่ว่าจางไท่เหลย ไม่ว่าไช่เหอเซิน ซึ่งเป็นคนสำคัญของพรรค ก็ทยอย กันเข้าเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋ง คนเหล่านี้ซุนยัตเซ็นถือว่าเป็นเลือดใหม่ของพรรคก๊กมินตั๋ง
เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้พรรคก๊กมินตั๋งก้าวไปสู่ชัยชนะ
ในความเป็นจริง แม้ว่าซุนยัตเซ็นจะให้ความเชื่อถือและตั้งความหวังต่อพรรคคอมมิวนิสต์และชาวพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนที่เข้าไปร่วม
กระนั้น ก็ใช่ว่าการทุกอย่างจะดำเนินไปได้โดยราบรื่น
นั่นก็คือ พวกฝ่ายขวาของพรรคก๊กมินตั๋งย่อมไม่เห็นด้วย คัดค้าน ขัดขวางและทำลายอย่างสุดความสามารถ ปฏิกิริยาเหล่านี้นับวันยิ่งขยายตัว กว้างขวางออกไป
กระทั่งมีการซักถามเพื่อเอาคำตอบจากซุนยัตเซ็นอย่างซึ่งหน้า ไม่เกรงใจ
ท่าทีของซุนยัตเซ็นต่อกรณีนี้เด็ดเดี่ยวและแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง ถึงกับยืนยันอย่างเฉียบขาดว่า “พวกคุณกลัวพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปพรรคก็ลาออกไปได้ พวกคุณไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปพรรค
ก็ยุบพรรคก๊กมินตั๋งเสีย ผมตัวคนเดียวก็จะไปเข้าพรรคคอมมิวนิสต์”
การร่วมเรียงเคียงหมอนระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์แม้จะมีการเจรจาทำความเข้าใจระหว่างระดับนำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1921
แม้จะมีแรงผลักรุนมาจากสหภาพโซเวียตอย่างเป็นรูปธรรม
แต่ไม่ว่าซุนยัตเซ็น ไม่ว่าหลี่ต้าเจา ก็มิได้คาดหมายว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยความราบรื่น ตรงกันข้าม อุปสรรคขวากหนามย่อมจะปรากฏขึ้นตลอด 2 รายทาง
ในท่ามกลางความหวาดวิตกล่วงหน้าและที่ประสบ
หมุดหมายที่สำคัญซึ่งสร้างความมั่นใจเป็นอย่างสูงก็คือ การประชุมสมัชชาพรรคก๊กมินตั๋งครั้งที่ 1 เมื่อปลายเดือนมกราคม 1924 ก็กำหนดนโยบายอย่างแจ้งชัดออกมา
1 ร่วมมือกับรัสเซีย 1 ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ 1 ช่วยเหลือกรรมกรชาวนา
ต้องยอมรับว่า ความร่วมมือระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเหมือนกระดานหกส่งให้เหมาเข้าไปทำงานในพื้นที่อื่นนอกเหนือจากมณฑลหูหนาน
หากแต่ยังเป็นแนวทางหนึ่งซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนยึดกุมอย่างจริงจัง
จะเห็นได้ว่า ไม่เพียงแต่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ภายในประเทศตลอดจนสมาชิกสันนิบาตเยาวชนสังคมนิยมจำนวนไม่น้อยจะถูกดูดกลืนเข้าไปสู่วงจรนี้เท่านั้น
หากสมาชิกพรรคจากนอกประเทศก็ได้รับการชี้แนะให้เดินทางกลับ
เห็นได้จากการที่โจวเอินไหลเดินทางล่วงหน้าเข้ามาทำงานเป็นฝ่ายชี้นำการเมืองอยู่ในโรงเรียน นายร้อยหวังพู เห็นได้จากการที่เติ้งเสี่ยวผิงเดินทางจากปารีสผ่านมอสโคว์กลับจีน
นี่ย่อมเป็นการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในปี 1924