คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ปรับครม. – หลังพรรคร่วมฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นำโดยนายกรัฐมนตรี กับอีก 9 รัฐมนตรี
สังคมและประชาชนคาดหวังรัฐบาลต้องปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ นำบุคคลที่เหมาะสมมาปฏิบัติหน้าที่ ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาบ้านเมืองสืบแทนรัฐมนตรีที่หย่อนยาน ไร้ประสิทธิภาพ
เพราะจากข้อมูลอภิปรายของฝ่ายค้าน สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องการบริหารราชการแผ่นดิน ซ้ำยังส่อเค้าถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และความชอบธรรมของรัฐมนตรีหลายคน
ยิ่งประจวบเหมาะกับผลคำพิพากษาคดีชุมนุมล้มรัฐบาลเลือกตั้งเมื่อปี 2556-2557 ส่งผลให้ 3 รัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่ง
สังคมจึงจับจ้องการปรับคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะมีขึ้น
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีระบุถึงหลักการ พรรคพลังประชารัฐเป็นหน้าที่หัวหน้าพรรคดูแลจัดการ
ส่วนพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ สองพรรคร่วมสำคัญนั้น ได้พูดคุยกับหัวหน้าพรรคทั้งคู่แล้ว ทั้งหมดจะเป็นผู้เสนอบุคคลที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี
เมื่อเสนอชื่อขึ้นมาแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณาในภาพรวม และความเหมาะสม โดยยืนยันการปรับคณะรัฐมนตรี อยู่ในอำนาจและสิทธิ์ขาดของนายกรัฐมนตรี
ดูเหมือนจะดี ราบรื่น ไร้ปัญหา แต่ทว่าสภาพความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่
ขณะนี้หลายกลุ่มในพรรคแกนนำเคลื่อนไหววิ่งเต้นตำแหน่ง ที่ได้อยู่แล้วก็อยากจะขึ้นชั้นให้ดีกว่าเดิม ภายในพรรคร่วมเองมีความพยายามขอโควตาเพิ่ม หรือผลักดันคนของตนเองกินตำแหน่ง
นับเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีที่ยุ่งยากกว่าที่ผ่านมา สะท้อนถึงพรรคแกนนำรัฐบาลมีอำนาจต่อรองจริงหรือไม่
หรือเพราะไม่ได้เป็นผู้ชนะจริงในการเลือกตั้ง แต่มาด้วยวิธีพิเศษ กฎกติกาพิสดาร จึงส่งผลให้พรรคร่วมอันดับรองลงไปมีอำนาจต่อรอง
การวิ่งเต้นต่อรองตำแหน่งแห่งหนทางการเมือง แม้เป็นเรื่องปกติ แต่ภาพที่ออกมาครั้งนี้กลับดู ไม่ดี สวนทางกับที่บางคน บางกลุ่มอ้างต้องปฏิรูป ขจัดทิ้งการเมือง และนักการเมืองแบบเก่า
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ตั้งแต่ที่มารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะปรับ เป็นภาพลบยิ่งกว่ารัฐบาลพลเรือนภายใต้รัฐธรรมนูญปี 40 ปี 50 เสียอีก