บุ๊กสโตร์
ผู้สื่อข่าวหรรษา
มาสู่ผู้อ่านแล้ว ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2564 ชวนติดตาม “การเมืองเบื้องหลัง สถาปนาพระปิ่นเกล้าฯ” เพื่อหาคำตอบว่าสถานการณ์การเมืองปลายรัชกาลที่ 3 เป็นอย่างไร? กลุ่มก๊กเจ้านายและขุนนางที่มีอำนาจเป็นใคร?

ทำไมขุนนางราชสำนักจึงเลือก “พระวชิรญาณภิกขุ” ขึ้นเป็นรัชกาลต่อไป? ทำไมเวลานั้นประเทศต้องมีพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์? แล้วทำไม “ตัวเลือก” จึงต้องเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ หรือพระปิ่นเกล้าฯ?
พร้อมบทความน่าสนใจอื่นๆ อาทิ ข้างสำรับเวียดนาม : จากสังคมบรรพกาล ถึงเมนูร่วมสมัย, ตำนานมวย คณะเลี้ยงประเสริฐ บ้านท่าเสา, เมื่อไทยเผชิญสงครามตัดกำลัง เป็นต้น เรียงรายครบเครื่องให้อ่านเอาเรื่องแล้ว
…ในสถานการณ์การเมืองเข้มข้นด้วยพลังคนรุ่นใหม่ต้านอำนาจไม่ชอบธรรม สำนักพิมพ์มติชนนำ “ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียน และอนุสาวรีย์” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาชวนอ่านทบทวน เป็นประวัติ ศาสตร์วิพากษ์ที่จะต่อยอดให้คนรุ่นหลังหันมามองประวัติศาสตร์ไทยในมุมที่ ไม่เคยมองมาก่อน
เรื่องของปัจจัยนานาประการที่อยู่เบื้องหลังการสร้างรัฐชาติและการปกครอง (หรือครอบงำความคิด) ของประชาชนด้วยการใช้แบบเรียนเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่แนวคิดว่าด้วยความรักชาติ การสร้างชาติ ชาติไทย ความเป็นไทย โดยสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอคือการปลูกฝังจิตสำนึกร่วมกันโดยให้แบบเรียนมาเป็นกลไกกล่อมเกลา และมีจุดเริ่มต้นจากหมู่บ้านและครอบครัว จนกระทั่งสู่มหภาคอย่างกระบวนการศึกษาของรัฐ
“ประชาธิปไตยไทยในแบบเรียนมีกำเนิดที่ผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะแบบเรียนเล่มหนึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า “ใน สมัยรัชกาลที่ 7 นั้น ไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่พร้อม แต่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงเริ่มทดลองประชาธิปไตยก่อน โดยทรงตั้งดุสิตธานี… ผลการทดลองปรากฏว่า การที่จะนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในประเทศไทย ยัง ไม่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของราษฎร เพราะในขณะนั้นราษฎรยังได้รับการศึกษาไม่เพียงพอ…ทรงประสงค์จะจัดการให้ราษฎรมีการศึกษาเสียก่อน” (กรมวิชาการ, สปช., ป.6 : 26-27)
แต่แม้กระนั้นแบบเรียนก็ไม่ได้ปฏิเสธประชาธิปไตยในปัจจุบัน ในทางตรงกันข้ามอาจพยายามปลูกฝังระบอบการปกครองเช่นนี้ในหมู่นักเรียนด้วย เพียงแต่ว่าประชาธิปไตยในแบบเรียนดูจะ หนักไปในเรื่องของรูปแบบมากกว่าเนื้อหาที่เป็นแก่นแท้
ดังที่กล่าวแล้วว่าส่วนที่ว่าด้วยการปกครองหรือกฎหมายในแบบเรียนนั้น เน้นแต่หน้าที่ของพลมืองเป็นสำคัญโดยไม่ได้กล่าวถึงสิทธิของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยบ้างเลย (เช่น กรมวิชาการ, สปช., ป.5) ดูเหมือนแบบเรียนทั้งหมดไม่ได้กล่าวถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานซึ่งบ้านเมืองจะละเมิดไม่ได้ ยกเว้นสิทธิเสรีภาพเพียงเรื่องเดียวคือสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่ก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในความหมายของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดูเหมือนเป็นการ อนุญาต ของรัฐให้ทำเช่นนั้นได้มากกว่า
ส่วนสิทธิเสรีภาพในการพูด เขียน โฆษณาโดยสงบ สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม สิทธิเสรีภาพในร่างกาย ฯลฯ ไม่มีกล่าวถึงไว้เลย”
…“จิบพม่าตามหาจอร์จ ออร์เวลล์ ประวัติศาสตร์ระหว่างบรรทัดในร้านน้ำชา” ช่วงหนึ่งของชีวิต จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนลือนาม เคยใช้ชีวิตอยู่ที่พม่า สิ่งที่เขาได้พบเจอในดินแดนแห่งนี้ เป็นจุดที่ทำให้เขาเขียนนิยายเรื่องยิ่งใหญ่อย่าง “1984” และคนพม่าถึงกับเรียกเขาว่าเป็นผู้หยั่งรู้อนาคต เพราะสิ่งที่เขียนนั้นเป็นจริงในสังคมพม่าอย่างน่าประหลาดใจ
ย้อนสำรวจอาณานิคมพม่าผ่านสายตาของ จอร์จ ออร์เวลล์ ทำความรู้จักรูปแบบสังคม วิถีชีวิต ดินฟ้าอากาศ ตลอดจนรอยประทับในต่างแดนที่เปลี่ยนชีวิตนายตำรวจหนุ่มผู้นี้ไปตลอดกาล ผ่านการเดินทางท่องเมียนมามาร่วมสมัยกับ เอ็มม่า ลาร์คิน นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้คลุกคลีกับโลกตะวันออกมาแต่กำเนิด
ภารกิจตามรอย ออร์เวลล์ผ่าน 5 หมุดหมายสำคัญ จะพาไปสำรวจแง่งามและความสามานย์ของประเทศอันเคยมลังเมลือง หากก็บอบช้ำด้วยบาดแผลเรื้อรังยากเยียวยา แผ่นดินที่ตัวอักษรแต่ก่อนเก่าของออร์เวลล์ยังคงสะท้อนสะเทือนใจคน ที่ซึ่งอดีตและอนาคตบรรจบกันเป็นวังวนของอำนาจและการลุแก่อำนาจ

…ก่อนจะเอ่ยปากว่าชอบอะไร โบราณๆ หรืออะไร “แท้ๆ” ควรแน่ใจ เสียก่อนว่าเรารู้จักความโบราณของมันมากพอ และความแท้นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ มาร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันใน “ต้นสาย ปลายจวัก” โดย กฤช เหลือลมัย
การกลับมาของหนังสือที่เปรียบได้กับ “บทสนทนาข้ามวัฒนธรรม” ที่ดำเนินไปโดยมีอาหารอร่อยเป็นศูนย์กลาง พาไปขุดค้นเรื่องราวการเดินทางไม่รู้จบของวัฒนธรรมอาหาร ผ่านสำรับอาหารที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ไปจนกระทั่งสำรับชื่อประหลาดที่หลายคนไม่เคยรู้จักมาก่อน
ล้วงลึกเข้าไปถึงอิทธิพลระหว่างวัฒนธรรม ความซับซ้อนยอกย้อนของเบื้องหลังชื่ออาหารสุดประหลาด สารพันสูตรอาหารและรูปแบบการปรุงที่ผสมผสานเปลี่ยนแปลงผ่านการปะทะสังสรรค์ เพราะอาหารก็เหมือนวัฒนธรรมอื่นๆ บนโลกใบนี้ ที่ล้วนไม่อาจอยู่เหนือกาลเวลา ทว่ามีลักษณะเด่นที่สัมพันธ์สอดคล้องไปกับวิถีชีวิตและเงื่อนไขแต่ละช่วงของผู้คน และถูกนิยามใหม่นับครั้งไม่ถ้วน
สำคัญคือย้ำเตือนว่าวัฒนธรรมทุกอย่างล้วนแตกกอต่อยอดจากกันและกันจนไม่อาจยึดความเป็น “ต้นสาย” ไว้ที่คนใดคนหนึ่งหรือชาติใดชาติหนึ่งได้อย่างแน่นอน และการที่ไม่มีผู้ใดถือสิทธิ์กำหนดหน้าตา รูปร่าง หรือความ “จริงแท้” ของอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งได้โดยเด็ดขาด นั่นคือความน่าหลงใหลประการหนึ่งของวัฒนธรรมอาหาร

…“หมู่เกาะมาเลย์ เล่ม 2” (The Malay Archipelago 2) บันทึกภาคต่อการเดินทางสำรวจหมู่เกาะมาเลย์และบอร์เนียว เล่มที่ 2 ของ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ นักธรรมชาติวิทยาผู้รักการผจญภัย ที่มีส่วนเก็บหลักฐานและร่วมพัฒนาทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างเป็นอิสระจาก ชาร์ลส์ ดาร์วิน
วอลเลซเดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกลที่ถือว่าลึกลับและป่าเถื่อนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในขณะนั้น ซึ่งก็คือหมู่เกาะมาเลย์และอินโดนีเซีย เพื่อหาคำตอบที่นักธรรมชาติวิทยาจำนวนมากเฝ้าคำนึงถึงว่า สปีชีส์ใหม่เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้อย่างไร
หนังสือครบครันทั้งธรรมชาติวิทยา พฤกษศาสตร์ ไปจนความเป็นอยู่ของชนพื้นเมืองบริเวณแถบนี้ในอดีตอย่างละเอียด วอลเลซไม่เพียงมีส่วนช่วย ดาร์วินพัฒนาทฤษฎีวิวัฒนาการขึ้นมา แต่ยังเป็นนักสำรวจที่บอกเล่าเรื่องราว ในอดีตที่อาจสูญหายไปตลอดกาลให้เราได้สัมผัสผ่านบันทึกของเขา
เล่มเดียวกันนี้รู้จัก ปักษาสวรรค์ “นกที่มหัศจรรย์นี้ เมื่อมองครั้งแรกจะเห็นเป็นขนสีดำ แต่ในแสงบางมุมจะแพรว พราวเห็นเป็นสีทองสัมฤทธิ์และสีม่วงเข้ม คอหอยและอกเป็นขนแบนกว้างรูปเกล็ดสีเฉดทองเข้ม เปลี่ยนเป็นสีเขียวและน้ำเงินในแสงบางมุม ด้านหลังของหัวมีแถบขนกว้างๆ คาดเป็นแนวโค้งซึ่งสดใสสุดจะพรรณนา วาววับดังมรกตและบุษราคัม มากกว่าจะเป็นสารจากสิ่งมี ชีวิตใดๆ และมีเส้นขนน่าพิศวง 6 เส้น เด้งออกมาจาก 2 ด้านของหัวอันเป็นที่มาของชื่อมัน เส้นขนนี้มีลักษณะคล้ายลวดเรียวๆ ยาว 6 นิ้ว ที่ปลายสุดของขน แผ่ออกเป็นรูปไข่เล็กๆ นอกจากเครื่องประดับเหล่านี้แล้ว ยังมีขนอ่อนกระจุกใหญ่มากที่ 2 ข้างของหน้าอก ซึ่งเมื่อยกขึ้นจะปกคลุมปีกไว้ทั้งหมด ทำให้นกชนิดนี้ดูขนาดใหญ่ขึ้น 2 เท่า มีจะงอยปาก สีดำ สั้น และค่อนข้างย่น มีขนโผล่ล้ำเหนือรูจมูก นกที่มีเอกลักษณ์และสุด มลังเมลืองชนิดนี้ไม่มีใครทราบเรื่องใดๆ เกี่ยวกับมันเลย นอกจากเพียงพินิจพิเคราะห์ซากหนังที่ตากแห้งไว้โดยชาวพื้นเมืองของนิวกินีเท่านั้น”
พบกันใหม่วันอาทิตย์หน้า