รอยร้าว ภายใน พันธมิตร(26) – นั่นก็เห็นได้จากท่าทีของเฉินตุ๊ซิ่กับเหมาที่แสดงออกร่วมกัน จากการที่เหมาได้ร่วมลงนามกับเฉินตุ๊ซิ่วเพื่อแสดงถึงสถานะของพรรคในการเป็นพันธมิตรกับก๊กมินตั๋งให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับรู้
และได้เสนอให้สมาชิกพรรคทั้งหลายได้พิจารณากันด้วย
ในกรณีที่จำเป็นต้องถอนตัวออกมาจากพรรคก๊กมินตั๋ง ทั้งนี้ เนื่องจากปีกขวาของพรรคก๊กมินตั๋งกำลังรุกคืบเข้ามาเงียบๆโดยมีเจตนาที่จะนำเอาทหารและพ่อค้าเข้ามา
เพื่อใช้กำลังปราบปรามการเคลื่อนไหวของคนงานและชาวนา
รูปธรรมอันตามมาคือหนังสือเวียนภายในพรรคคอมมิวนิสต์ วันที่ 10 กันยายน 1924 เหมาลงนามในหนังสือเวียนฉบับที่ 2 ว่าด้วยงานของพรรคและนโยบายที่มีต่อซุนยัตเซ็น
ถัดมาในเดือนธันวาคม เหมาก็เดินทางกลับฉางซาโดยกะทันหัน
ข้อมูลของ ทวีป วรดิลก นี้สอดรับกับที่ เชาวน์ พงษ์พิชิต ระบุว่า เหมาได้รับเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนในที่ประชุมสมัชชาทั่วประเทศสมัยที่ 3
นั่นคือจังหวะก้าวสำคัญของเหมาจังหวะก้าวหนึ่งภายในพรรค
การประชุมครั้งนั้นผู้แทนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเหมาที่ให้เป็นแนวร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋ง โดยรักษาความเป็นอิสระของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
แนวขวาจัดของเฉินตุ๊ซิ่ว และแนวซ้ายตกขอบของจางกว๋อเถาถูกวิจารณ์ทั้งคู่
ความคิดแนวร่วมของเหมานี้เริ่มเสนอตั้งแต่เมื่อปี 1922 โดยเน้นว่า “ต้องรักษาความเป็นอิสระในการปฏิบัติ และอำนาจการนำชนชั้นกรรมกรและชาวนา”
บทบาทของเหมาในที่ประชุมผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมกราคม 1924 จึงสำคัญ
นั่นก็คือ มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารกลางพรรคก๊กมินตั๋ง 24 คน ในจำนวนนี้มี 3 คนเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อีก 5 คนได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารสำรอง
เหมาเป็น 1 ในจำนวน 6 คนที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารสำรอง
จากนั้น เหมากลับไปอยู่เซี่ยงไฮ้โดยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการฝ่ายจัดตั้ง(โฆษณา)ของพรรคก๊กมินตั๋งสาขาเซี่ยงไฮ้
และได้เสนอให้ตั้ง”ฝ่ายชาวนา”ในคณะกรรมการบริหารส่วนกลาง
เมื่อถึงฤดูร้อนของปี 1924 “สำนักอบรมผู้ปฏิบัติงานชาวนา” ก็ได้เริ่มดำเนินการ โดยมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานในส่วนนี้
เดือนมกราคม 1925 พรรคคอมมิวนิสต์เรียกประชุมผู้แทนทั่วประเทศสมัยที่ 4
ข้อมูลกระแสหนึ่งระบุว่า เหมาไม่ได้ร่วมประชุมด้วยเนื่องจากล้มป่วย แต่ในความเป็นจริงแม้เหมา จะป่วยแต่ก็ได้ไปเข้าประชุมด้วยและได้เตือนให้เตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายเป็นอย่างยิ่ง
เพราะว่าภายในพรรคก๊กมินตั๋งเริ่มมีกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ขึ้นในปี 1924
กระนั้น เหมาก็ยังเสนอให้ก่อตั้ง”พันธมิตรกรรมกรชาวนา” ที่ประชุมตอบสนองด้วยการลงมติให้เร่งรัดกระบวนการกรรมกร และกระบวนการชาวนา
แต่ก็ยังไม่จริงจังอะไรกับการปฏิบัติตามมตินี้
เสร็จสิ้นการประชุมเหมากลับไปยังมณฑลหูหนานตอนปลายเดือนมกราคม 1925 มิใช่จะไปรักษาอาการเจ็บป่วยอย่างที่มีการร่ำลือ
หากไปเพื่อจัดตั้งองค์กรชาวนาอย่างเงียบๆ
หากสังเกตจากบรรยากาศในที่ประชุมสมัชชาพรรคก๊กมินตั๋งทั่วประเทศครั้งที่ 1 ณ กรุงกว่างโจว ในปลายเดือนมกราคม 1924 ก็พอจะจับร่องรอยอันพึงต้องระวัง
นั่นก็คือ การเคลื่อนไหวอันมาจากปีกขวาโดยมีฟางยุ่ยหลินเป็นตัวแทน
นั่นก็คือ คำอภิปรายที่ว่าในพรรคก๊กมินตั๋งไม่ควรมีพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมกับเรียกร้องให้นำข้อความ “สมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งไม่สามารถเข้าร่วมพรรคอื่นในขณะเดียวกัน”
เขียนในระเบียบการของพรรค
ความหมายไม่เพียงแต่กีดกันพรรคคอมมิวนิสต์ หากแต่ยังผูกมัดสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งก็ไม่ควรรักษาสถานะแห่งสมาชิกภาพพรรคคอมมิวนิสต์เอาไว้
รอยร้าวนี้มาปะทะขึ้นอีกครั้งในปลายปี 2525