2 แนวทาง พรรคคอมมิวนิสต์(27) – ข้อมูลจาก บุญศักดิ์แสงระวี เสริมเติมเข้ามาว่า เวลานั้นการต่อสู้ภายในแนวร่วมก๊กมินตั๋ง-คอมมิวนิสต์แหลมคมเป็นอย่างยิ่ง ในการต่อสู้ซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาของพรรคก๊กมินตั๋ง
ก็มี “ฝ่ายเป็นกลาง” โผล่ขึ้นมา
“ฝ่ายเป็นกลาง” ค่อนข้างจะอยู่ในความนิยมของช่วงเวลานั้น เพราะสามารถปกปิดวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตนได้ในระดับหนึ่ง หัวโจกของกลุ่มนี้ประกาศอย่างย่ามใจว่า
“จงชูมือซ้ายของท่านขึ้นมาโค่นจักรวรรดินิยม ชูมือขวาโค่นพรรคคอมมิวนิสต์”
การพัฒนาของ”ฝ่ายเป็นกลาง” เป็นภัยแก่แนวร่วมอย่างยิ่ง เหมาผ่านการวิเคราะห์ในทางชนชั้นจนแน่ใจได้ว่า “ฝ่ายเป็นกลาง” นั้นคือฝ่ายขวาในทางธาตุแท้
นี่คือ ปัญหาใหม่อันเกิดขึ้นในท่ามกลางการสร้างแนวร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋ง
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์อันหนักหน่วงที่ภายในขบวนการแนวร่วมพรรคก๊กมินตั๋ง กับ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ทั้งๆที่การสร้างแนวร่วมเพิ่งผ่านมาเพียง 1 ปีจึงเกิดคำถามภายในขึ้นว่า
พรรคคอมมิวนิสต์ควรจะกำหนดนโยบายอย่างไร
ต้องยอมรับว่า ภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความเห็นที่ไม่เหมือนกันดำรงอยู่ 2 อย่าง อย่างหนึ่ง คือลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวาอันมีเฉินตุ๊ซิ่วเป็นตัวแทน
เน้นแต่การรวมมือกับพรรคก๊กมินตั๋ง
กดดัน บีบคั้น การเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนา ละทิ้งสิทธิการนำการปฏิวัติ การดำรงอยู่ของลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวานี้ ปรากฏว่า สหายอีกส่วนหนึ่งที่มีเหมาเป็นตัวแทนไม่เห็นด้วย
ทั้งมิได้เป็นการไม่เห็นด้วยอย่างเฉยชา
ตรงกันข้าม สหายในส่วนนี้ได้คัดค้านความผิดพลาดลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวาของเฉินตุ๊ซิ่ว ที่สำคัญ ภายในพรรคเหมาไม่ใช่คนที่อ่านนิพนธ์ของมาร์กซ์ เลินก่อนใครอื่น
และมิได้เป็นคนที่อ่านมากที่สุดด้วย
ทว่า เหมากลับเป็นคนที่นำเอาทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ ลัทธิเลนิน เข้ามาประสานกับการปฏิบัติที่เป็นจริงของประเทศจีนได้ดีที่สุด
ทำให้เหมาอ่านและมองแนวความคิดของเฉินตุ๊ซิ่วได้ทะลุ
ในเดือนมีนาคม 1926 เหมาได้เขียนบทความเรื่อง”การวิเคราะห์ชนชั้นต่างๆในสังคมจีน”และต่อมาตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ”สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตง เล่ม 1(ตอนต้น)”
คณะผู้จัดพิมพ์”สรรนิพนธ์”ได้ทำเชิงอรรถอธิบายว่า
นิพนธ์ของสหายเหมาเจ๋อตงบทนี้เขียนขึ้นเพื่อคัดค้านความโน้มเอียง 2 ชนิดที่มีอยู่ภายในพรรค
ในเวลานั้น ความโน้มเอียงชนิดแรกที่มีอยู่ภายในพรรคในเวลานั้นมีเฉินตุ๊ซิ่วเป็นตัวแทน
สนใจแต่ร่วมมือกับก๊กมินตั๋ง ลืมชาวนาเสีย นี่คือ ลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวา
ความโน้มเอียงชนิดที่สองมีจางกว๋อเถาเป็นตัวแทน สนใจแต่การเคลื่อนไหวของกรรมกร ลืมชาวนาเสียเช่นเดียวกัน นี่คือ ลัทธิฉวยโอกาสเอียง”ซ้าย”
ลัทธิฉวยโอกาสทั้งสองชนิดนี้ต่างรู้ตัวว่ากำลังของตนไม่พอ
แต่ก็ไม่รู้จะไปหากำลังจากที่ไหน จะได้พันธมิตรอันไพศาลจากที่ไหน สหายเหมาเจ๋อตงชี้ให้เห็นว่า พันธมิตรอันไพศาลที่สุดและซื่อสัตย์ที่สุดของชนชั้นกรรมาชีพของจีน คือชาวนา
ดังนี้ จึงได้แก้ปัญหาพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในการปฏิวัติของจีนตกไป
บทนิพนธ์เริ่มด้วยประโยค ใครคือศัตรูของเรา ใครเป็นมิตรของเรา ปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญอันดับแรกของการปฏิวัติ การต่อสู้ปฏิวัติทั้งปวงของจีนในอดีตได้รับผลน้อยเต็มที
เหตุพื้นฐานของมันก็เพราะไม่สามารถสามัคคีมิตรที่แท้จริงเพื่อโจมตีศัตรูที่แท้จริง
พรรคปฏิวัติเป็นผู้นำทางของมวลชน ในการปฏิวัติ ไม่เคยปรากฏเลยว่า เมื่อพรรคปฏิวัตินำผิดทางแล้วการปฏิวัติจะไม่พ่ายแพ้ เพื่อให้มีความแน่ใจว่าการปฏิวัติของเราจะไม่ถูกนำไปผิดทาง
และจะสำเร็จแน่นอนก็ต้องใส่ใจการสามัคคีมิตรที่แท้จริงของเราเพื่อโจมตีศัตรูที่แท้จริงของเรา
เมื่อเราจะจำแนกมิตรและศัตรูที่แท้จริง ก็ต้องวิเคราะห์อย่างกว้างๆถึงฐานะทางเศรษฐกิจและท่าทีที่มีต่อการปฏิวัติอของชนชั้นต่างๆในสังคมจีน
บุญศักดิ์ แสงระวี ชี้ว่า บทความนี้เป็นป้ายบอกระยะทางป้ายแรกของ”ความคิดเหมาเจ๋อตง”