ขยายงาน ชาวนา หูหนาน(29) – เมื่อตรวจสอบผ่าน บุญศักดิ์ แสงระวี ต้นปี 1926 เหมากลับเสาซานบ้านเกิด ตรงกับเวลาตรุษจีนพอดี ชาวนาจับกลุ่มเล่นไพ่นกกระจอกและการละเล่นอื่นๆ กันอย่างสนุกสนานตามประเพณี

เหมาทิ้งเรื่องบ้านเมืองไว้ข้างหนึ่ง ลงไปคลุกคลีตีโมงกับพวกเขา

ในวงไพ่ ใครมีเรื่องอะไรก็งัดออกมาพูดคุยเล่นหัวกัน ไม่มีใครถือสา ความห่างเหินระหว่างครูกับชาวนาตัวดำๆ ก็ค่อยๆ มลายหายสิ้นไปในวงไพ่เหล่านั้น

จากนั้น เหมาก็ชักจูงวงไพ่ให้กลายเป็นโรงเรียนกลางคืน สอนหนังสือ

จากการรู้หนังสือค่อยๆ ให้เข้าใจเรื่องการปฏิวัติ เขาค่อยทำค่อยไป การโฆษณาให้การศึกษาการปฏิวัติของเหมาใช้ภาษาง่ายๆที่ชาวนาสามารถเข้าใจได้ทันที

ไม่ใช้ศัพท์สูงๆ ที่ชาวนาไม่เข้าใจ

“คนเรามีมือมีตีนเหมือนๆ กัน มือตีนของชาวนาไม่เคยว่างตลอดปีตลอดชาติ แต่กลับกินไม่อิ่ม สวมไม่อุ่น พวกเจ้าที่ดินที่มีมือแต่ไม่เคยใช้แรงงานกลับมีหมูเห็ดเป็ดไก่กินทิ้งกินขว้าง

หน้าหนาวก็อบอุ่นไม่ทุกข์ร้อน มีตีนแต่ไม่ใช้เดิน มันเพราะอะไรจึงเป็น อย่างนี้ สมเหตุสมผลหรือ”

บทสรุปจากปลายปากกา บุญศักดิ์ แสงระวี เปี่ยมด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่ว่า ลูกชาวนาคนนี้จุดไฟแห่งความตื่นตัวซึ่งแฝงอยู่ในใจของชาวนาขึ้นมา ปลุกพวกเขาให้เกิดความหวัง

ในเวลาอันสั้น เหมาเปิดโรงเรียนชาวนาได้ถึง 20 กว่าโรง

อาศัยการสอนในโรงเรียนชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์ยากของชาวนามิใช่เกิดจากชะตากรรม ชะตากรรมเป็นเรื่องหลอกลวง พร้อมกันนั้นก็เน้นย้ำอย่างหนักแน่น จริงจัง

ชาวนาจะต้องสามัคคีกันเข้าไว้สู้เพื่อสิทธิผลประโยชน์ของตนเอง

จากนั้นเหมาก็สามัคคีกับชาวนาจัดตั้งเป็นสหพันธ์ชาวนา เปิดรับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในหมู่ชาวนา เผยแพร่ความคิดรักชาติ ความคิดปฏิวัติแก่ชาวนา

ยกระดับความตื่นตัวทางการเมืองแก่พวกเขา

หว่านพืชพันธุ์ในทางความคิด พืชพันธุ์แห่งความเป็นธรรมออกไปอย่างกว้างขวาง หวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าทั้งหมดนี้จะกลายเป็นประกายไฟดวงน้อยๆ ไหม้ลามทุ่ง

นั่นคือ ปณิธานหาญมุ่งของเหมา

ต้องยอมรับว่า บุญศักดิ์ แสงระวี ให้ภาพของเหมาในห้วงปี 1926 อย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งชาวนาในหูหนานขยายตัวเติบใหญ่อย่างรวดเร็วเท่ากับเป็นบันไดหกให้กับเหมา

ในปีนั้นเองเหมาก็เข้ารับผิดชอบเป็นผู้อำนวยการสถานฝึกศึกษาการเคลื่อนไหวชาวนา

อาจกล่าวได้ว่า สถานะของสถานฝึกศึกษา ณ เมืองกว่างโจวนี้มิได้ด้อยไปกว่าสถานะของโรงเรียนการทหารหวงผู่ ล้วนเป็นผลิตผลแห่งความร่วมมือระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง กับพรรคคอมมิวนิสต์

ล้วนได้บ่มเพาะผู้ปฏิบัติงานให้กับสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือเป็นจำนวนมาก

จากนี้จึงเห็นได้ว่า การออกจากกว่างโจว ออกจากเซี่ยงไฮ้หวนกลับไปยังเสาซาน บ้านเกิดในมณฑลหูหนานของเหมาเป็นการนำเอาแนวคิดทฤษฎีความเชื่อของตนไปพิสูจน์ผ่านการปฏิบัติ

นั่นก็คือ การเข้าไปวางรากฐานและสร้างฐานการต่อสู้ผ่าน “ชาวนา”

และเมื่อผ่านการปฏิบัติที่เป็นจริงจากปลายปี 2525 มายังกลางปี 2526 จึงได้หวนกลับกว่างโจวเพื่อเข้าทำหน้าที่บริหารในสถานฝึกศึกษาการเคลื่อนไหวชาวนา

นี่ย่อมเป็นบาทก้าวที่สำคัญยิ่งของเหมาทั้งในทางความคิดและในทางการเมือง

หากติดตามบทบาทของเหมาตั้งแต่ภายหลังสมัชชาพรรคครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกรกฎาคม 1921 ก็ปฏิบัติตามเข็มมุ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างมั่นแน่ว

นั่นก็คือ การเคลื่อนไหวขยายงานจัดตั้งกับ “กรรมกร”

เห็นได้จากการไปยังเหมืองถ่านหินอันหยวน เห็นได้จากการไปเคลื่อนไหวในหมู่กรรมกรรถไฟ จัดตั้งสหภาพ เติบใหญ่กระทั่งยกระดับเป็นสหพันธ์

ทำให้งานการเมืองของสาขาพรรคมณฑลหูหนานเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก

ขณะเดียวกัน เมื่อผ่านสมัชชาครั้งที่ 3 ในเดือนกรกฎาคม 1923 เหมาเข้ารับบททั้งในฐานะกรรมการบริหารพรรคคอมมิวนิสต์และงานบริหารของพรรคก๊กมินตั๋ง

จากนั้นใช้เวลาส่วนหนึ่งลงปฏิบัติการลับผ่านกระบวนการชาวนา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน