ฝึก การเคลื่อนไหว ชาวนา (30) – จากการเปิดเผยของ บุญศักดิ์ แสงระวี ระหว่างเป็นผู้อำนวยการอยู่ในสถานฝึกศึกษานี้เหมาสนใจในการชักนำให้นักศึกษาใช้จุดยืน ทรรศนะและวิธีการของลัทธิมาร์กซ์
ไปค้นคว้าปัญหาความเป็นจริงของการปฏิวัติประเทศจีนให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ปัญหาใจกลางของการปฏิวัติจีน คือ ปัญหาชาวนา จากจุดนี้เหมาจึงเรียกร้องให้นักศึกษาลงไปสู่ชนบท สัมผัสกับชาวนาอย่างจริงจัง วิธีการของเหมาก็เช่นเดียวกับเมื่อลงไปเล่นไพ่นกกระจอกกับชาวนา
นั่นก็คือ ยกเรื่องใกล้ตัวเข้ามาประสานกับสภาพความเป็นจริง
ตัวอย่างของเหมาที่เปรียบเทียบให้นักศึกษาฟังเป็นตัวอย่างของเรื่องในสามก๊กซึ่งรับรู้กันทั่วไป นั่นก็คือ ขงเบ้งก่อนจะออกจากกระท่อมหญ้าแห่งหลงจ้งไปทำงานให้กับเล่าปี่
ก็มิได้ทำประโยชน์เป็นมรรคเป็นผลอะไรขึ้นมาเลย
ครั้นเมื่อออกไปได้อำนาจบัญชาทัพอยู่ในมือก็เก่งกล้าสามารถสุดที่ผู้ใดจะรับมือได้เพราะฉะนั้น ปัญญาชนหากไม่มีการสนับสนุนของมวลชนก็ทำประโยชน์อะไรมิได้เช่นกัน
นั่นก็คือ ประสานความรู้เข้ากับสภาพความเป็นจริงโดยลงมือปฏิบัติ
เหมาตั้งความหวังให้สหายนักศึกษาทุกคนไปดำเนินการจัดตั้งชาวนาอย่างเอาจริงเอาจังและดำเนินการด้วยความประณีตรัดกุม
ขอให้ศึกษาจากถ้อยคำของเหมาโดยตรง
“ไปขอคำสั่งจากพรรคลงไปสู่ชนบทที่ท่านคุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคย ให้แสงแดดแผดเผากลางฤดูร้อน สู้กับความหนาวเหน็บในฤดูหนาว จับมือชาวนาถามพวกเขาว่าความทุกข์ยากของพวกเขาคืออะไร
ถามพวกเขาว่าต้องการอะไร ชักนำให้พวกเขาจัดตั้งจากความเจ็บปวดและความต้องการของเขา”
เมื่อผู้อำนวยการมีหลักการเช่นนี้จึงมิได้เป็นเรื่องแปลกที่ “สถานฝึกศึกษาการเคลื่อนไหวของชาวนา”จะได้รับการขนานนามว่าดำรงอยู่เหมือนกับเป็น “อู่แห่งการปฏิวัติ”
เพราะเมื่อผ่านการฝึกและศึกษา นักศึกษาต่างแยกย้ายกันไปในชนบทของมณฑลต่างๆหว่านพืชพันธุ์แห่งการปฏิวัติไปทุกแห่งหน
แตกหน่อ แตกกอ ผลิดอก ออกผล
สถานฝึกและศึกษาจึงมีส่วนอย่างสำคัญผลักดันให้การเคลื่อนไหวชาวนาของประเทศจีนก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โจวเอินไหลซึ่งเคยรับเชิญให้มาบรรยายประเมินว่าหลังการเคลื่อนไหว 30 พฤษภาคม 1925 เป็นต้นมา
“การเคลื่อนไหวกรรมกร ชาวนาพัฒนาอย่างใหญ่หลวงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนแต่อดีต ในการเคลื่อนไหวนี้สามารถจะเห็นได้ว่าการที่การปฏิวัติพัฒนาไปสู่สงครามปฏิวัติของชาวนา
สหายเหมาคือตัวแทนในพรรคเราที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่มีความหมายต่อสถานการณ์ทั้งหมด”
บุญศักดิ์ แสงระวี จึงสรุปว่า สัจธรรมมักจะดำรงอยู่ด้วยการเปรียบเทียบกับความผิดพลาด พัฒนาไปในการต่อสู้ซึ่งกันและกัน เมื่อการเคลื่อนไหวชาวนาดำเนินไปอย่างคึกคัก
เฉินตุ๊ซิ่วกับกลุ่มของเขาก็ไม่สบายใจ
บังเกิดความกลัวและเกรงว่า “จะทำให้จิตใจทหารปราบขุนศึกภาคเหนือเกิดความโลเล กระเทือนถึงแนวร่วม”
นั่นก็คือ ปัญหาของเหมาอันมาจากภายในพรรคคอมมิวนิสต์
รูปธรรมที่ปรากฏก็คือ เฉินตุ๊ซิ่วกับกลุ่มเอียงขวาของเขาได้บริภาษการเคลื่อนไหวของชาวนาในหูหนานว่า “ทำเกินไป ไร้เดียงสา” เนื่องจากไม่เข้าใจบทบาทและความสำคัญของชาวนา
สัจธรรมข้อนี้ก็เลยกลายเป็นนกที่ถูกขังอยู่ในกรง
เพื่อที่จะตอบโตค้ วามคลางแคลงใจและการตำหนจิ ากบคุคลทั้ง ในพรรคและจากนอกพรรคต่อการเคลื่อนไหวชาวนา เหมาตัดสินใจลงไปสำรวจการเคลื่อนไหวชาวนาในหูหนานด้วยตนเอง
สวมรองเท้าฟาง มือถือร่มกระดาษใช้เวลา 32 วัน เดินทางไกล 700 กว่ากิโลเมตร
ไปรับฟังเสียงชาวนาอย่างตั้งอกตั้งใจ ตรวจสอบสภาพความเป็นจริงของการเคลื่อนไหวชาวนา นำเสนอผ่านบทความขนาดยาว “รายงานสำรวจความเคลื่อนไหวชาวนาในมณฑลหูหนาน”
เท่ากับใช้บทความส่องทางสว่างไสวให้แก่อนาคตของการปฏิวัติจีนอันเป็นแบบฉบับ