ออกจาก หูหนาน กลับกว่างโจว(37) – จากบทสรุปของ รอเบิร์ต เพน เป็นไปตามความเป็นจริง สิ่งที่ติดตามมาระหว่างชีวิตพิสดารยามก่อร่างสร้างตัวของเหมาก็คือ เป็นสมาชิกพรรคทั้งพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์

มีส่วนร่วมในการกลั่นแกล้งโค่นอำนาจใครคนหนึ่งเพื่อประโยชน์ของใครอีกคนหนึ่ง

ทำงานอย่างใกล้ชิดกับหัวหน้าของทั้ง 2 พรรค ไม่แสดงตัวและไม่เข้าไปอย่างทุ่มเทให้กับพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ นานๆ ครั้งจึงจะปรากฏตัวในที่สาธารณะครั้งหนึ่ง (อยู่ในสภาวะที่) กำลังเริ่มต้นมีอำนาจที่มองไม่เห็น หรืออยู่หลังฉาก

เหมาเดินทางระหว่างเซี่ยงไฮ้กับกว่างโจวบ่อยๆ ทำตัวให้เป็นที่ไว้วางใจ และทางพรรคเคยมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานในเมืองอื่นๆ หลายครั้งโดยมิได้เปิดเผยตัว

และชื่อก็ไม่ได้ปรากฏอยู่ในบัญชีของพรรคก๊กมินตั๋ง

ฤดูหนาวปี 1925 ขณะทำงานที่สำนักงานใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ที่เซี่ยงไฮ้เหมาก็เกิดป่วยไข้เพราะ ทำงานหนักเกินไป และเนื่องจากความไม่สบายใจที่ภาวะความวุ่นวายจะมีแก่ประเทศจีน

จึงแยกตัวออกจากเหตุการณ์ด้วยการไปพักผ่อนที่เสาซาน บ้านเกิด

การหยุดครั้งนี้ อาษา ขอจิตต์เมตต์ ใช้คำว่าเป็นการหยุดงานเพื่อหวังผลมหันต์ พรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของเฉินตุ๊ซิ่วตั้งใจมั่นที่จะโค่นรัฐบาลโดยใช้วิธีการที่ เลนินเป็นผู้ริเริ่ม

นั่นคือ การใช้คนสามัญเป็นกองหน้าในการปฏิวัติจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ขณะนอนอยู่บนเตียง ณ หมู่บ้านเล็กๆ เหมาเริ่มตั้งคำถามเป็นครั้งแรก เรื่องเหตุผลของหลักการคอมมิวนิสต์ เขาชินกับการประนีประนอมจากการก้มหน้าก้มตาทำงานกับทั้ง 2 พรรค จึงเริ่มมองเห็นว่าวิวัฒนาการของลัทธิคอมมิวนิสต์จีนจะปรากฏขึ้นต่อเมื่อมีการประนีประนอมกันระยะหนึ่ง

ทฤษฎีใช้คนสามัญลุกฮือขึ้นไม่แน่นอนว่าจะได้ผลเสมอไป พลังของประเทศจีนอยู่ที่ชาวนาไม่ได้อยู่ที่กวางโจวหรือที่เซี่ยงไฮ้ ชาวนาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แบบเสาซานนับล้านๆ แห่ง

ชาวนาเหล่านี้พร้อมที่จะรับเมล็ดพันธุ์และการปฏิวัติ

ครั้นฤดูใบไม้ผลิมาถึงเหมาก็ออกไปตามท้องนาในการรวมคณะชาวนาขึ้น ก่อนนี้เขาพยายามรวบรวมพวกเหมืองแร่ พวกกรรมกรรถไฟและพวกค้าขายเล็กๆ น้อยๆ

มาเวลานี้เขาทิ้งเสียหมดสิ้น

เหมาเดินทางในเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ ซ่อนตัวอยู่ตามหมู่บ้านในเวลากลางวัน คุยกับชาวนาที่ยังจำเขาได้ตั้งแต่เมื่อเขาเดินตีนเปล่าไปตามเนินทั้งหลายของมณฑลหูหนาน

และก่อตั้งกองทัพชาวนาขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 1924 และจะให้ปฏิบัติงานในฤดูใบไม้ผลิตปี 1927

ทางการตั้งราคาค่าหัวของเขา เนื่องจากเศรษฐีเจ้าของที่ดินและพวกทหารที่ปกครองหูหนานรู้และเข้าใจว่าเขาซ่องสุมชาวนา กลายเป็นผู้ถูกเล่าลือในฐานะตัวเอกในนิยายโบราณไปทั่วถิ่นบ้านนอก

คำเล่าลือนี้เมื่อมาถึงในเมืองก็หายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

ชายร่างสูง ผอม ผิวกร้านแดด สวมหมวกกะโล่ เดินไปตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วยชื่อหลายชื่อ หน้าตาท่าทางคล้ายตัวแทนซื้อขายที่ดิน กำลังจุดเชื้อไฟให้ลุกโพลงขึ้นแก่ชาวนา

งานที่เขาทำเพียงคนเดียวนี้มีอันตรายอย่างยิ่ง ค่าหัวเพิ่มขึ้น

จากทิศทางต่างๆ มีทหารกลุ่มย่อมถูกส่งมาล่าตัวเหมา ทหารเหล่านี้ตั้งคำถามแก่ชาวนา และต้องการความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเขา

ปลายฤดูร้อนเหมาหนีไปที่พรมแดนหูหนาน เดินทางไปกว่างโจว

ณกว่างโจว บรรยากาศทางการเมืองได้เปลี่ยนไป การสู้รบกับพวกข้าหลวงมณฑลบางแห่งหลังจากความตายของซุนยัตเซ็นจบลงด้วยชัยชนะของวังจิงไว ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองโดยแท้จริง

หูฮั่นหมินถูกส่งไปมอสโกในฐานะเอกอัครราชทูต

แม้อำนาจแท้จริงจะอยู่ในมือวังจิงไว แต่อำนาจอีกอย่างหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาในรูปของทหารหนุ่มรูปหล่อ ใส่ตุ้มหูทองคำและเป็นคนแข็งทื่อไม่ผิดกับทหารรัสเซียยามสวนสนาม

ชื่อของเขาเป็นภาษากว่างตง ภาษาซึ่งเขาไม่เคยเรียนพูด คือ เจียงไคเช็ก

วังจิงไวไม่ได้ลืมเหมาในฐานะชาวหูหนานผู้ทำงานอย่างควรชมเชยในการประสานความร่วมมือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคก๊กมินตั๋ง ความเป็นอัจฉริยะของเหมาทางด้านทำงานเรียบร้อย

จึงมีโอกาสแสดงออกเต็มที่ ได้รับมอบหมายให้ทำงานที่มีรายการยาวเหยียด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน