บทบาท เหมา ในก๊กมินตั๋ง (39) – จากมุมมองของ รอเบิร์ต เพน เด่นชัดว่าสถานะของเหมานับแต่ปี 1924 ได้รับความไว้วางใจจากพรรคก๊กมินตั๋งตั้งแต่ยุคซุนยัตเซ็นยังมีชีวิตอยู่โดยผ่านทางหูฮั่นหมิน
หลังการจากไปของซุนยัตเซ็นก็ผ่านทางวังจิงไว
นั่นก็เห็นได้จาก เหมาได้รับความไว้วางใจให้เป็นบรรณาธิการ “การเมืองเดลี” หนังสือพิมพ์ลับแจ้งข่าวสารการเมืองสำหรับวางบนโต๊ะเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของรัฐบาลทุกวัน
เล็กเชอร์ หรือควบคุมการเล็กเชอร์ที่สภาทหารบก
ดูแลต่อไปให้พรรคคอมมิวนิสต์ พรรคก๊กมินตั๋งในกว่างโจวร่วมมือกัน และถือโอกาสเป็นผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์เกี่ยวกับงานของพรรคเนื่องจากผู้นำพรรคอยู่ในที่ปลอดภัยกว่า ณ เซี่ยงไฮ้
นั่นก็คือ เฉินตุ๊ซิ่ว ยังเป็นผู้ทรงอำนาจของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในจีน
หากเขาอยู่เกือบเป็นการถาวรในเขตสัมปทานฝรั่งเศสในเซี่ยงไฮ้ และได้รับเลือกเป็น ผู้แทนของพรรคไปประชุมคอมมิวนิสต์ระหว่างชาติครั้งที่ 3 ที่รัสเซีย
และในปีเดียวกันก็ได้รับเลือกเป็นกรรมการกลางฝ่ายบริหารของพรรคก๊กมินตั๋ง
อาจกล่าวได้ว่า เหมาไม่เคยได้ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดเหมือนกับครั้งนี้ และ ไม่ได้ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์เช่นนี้อีกแล้ว
เหมากลายเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานประสานกัน
การปฏิบัติงานด้วยประสิทธิภาพสูงของเขาดูเป็นการตรงกันข้ามกับสภาพตัวตนที่แท้จริง แม้เท่าที่เห็นภายนอกทำงานให้ก๊กมินตั๋งเป็นอย่างดีหากจิตใจเลื่อมใสคอมมิวนิสต์อย่างแน่นหนา
และเชื่อว่าชาวนาจะก่อการปฏิวัติขึ้น
พรรคก๊กมินตั๋งเตรียมจะรับรองสิทธิพิเศษของชาวนา สภาผ่านกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินและการยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินรายใหญ่ได้มีการโต้กันภายในกองบัญชาการพรรค ก๊กมินตั๋ง
เห็นพ้องว่า การทำสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือได้ชัยจากการช่วยเหลือของชาวนา
เหมาพยายามรบเร้าให้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ของชาวนา จัดให้มีการประชุมเจ้าหน้าที่เพื่ออบรม การจัดตั้งขบวนการชาวนาโดยทางก๊กมินตั๋งให้ความร่วมมือด้วยทุกอย่าง
ข้อมูล รอเบิร์ต เพน มองในด้านความสำเร็จ มองในด้านความรุ่งโรจน์
โดยระบุว่าวังจิงไวเชื่อว่า ศักราชแห่งการปฏิวัติควรจะมีขึ้นขณะที่กองทัพถูกส่งไปปราบขุนศึกภาคเหนือ โบโรดินเห็นดีเห็นชอบด้วย หูฮั่นหมินอวยพรให้ได้รับความสำเร็จก่อนเดินทางไปรัสเซีย
โดยต่างคาดหมายว่า เจียงไคเช็ก ผู้บังคับกองทัพที่ 1 จะเชื่อฟังรัฐบาล
การคาดหมาย(เกือบ)ถูกต้องทุกอย่าง เจียงไคเช็กได้สร้างคุณงามความดีไว้หลายประการ รวมทั้งมีศรัทธาในโชคชะตาของเขาเอง หากแต่มีอย่างหนึ่งที่เขาไม่เห็นด้วย
กล่าวคือ คัดค้านอย่างหัวชนฝาที่จะให้ชาวนาก่อความวุ่นวายแบบปฏิวัติ
“งานของพวกชาวนา” เจียงไคเช็กทำหนังสือออกมายืนยัน “ก็คือจัดหาข่าวเกี่ยวกับข้าศึกให้เรา จัดหาอาหารและความสะดวกในการตั้งค่ายของเราและจัดหาทหารสำหรับกองทัพของเรา”
โดยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องหน้าที่ของกองทัพที่มีต่อชาวนาเลย
ใกล้สิ้นปี 2526 เหมาปฏิบัติงานกว้างขวางยิ่งขึ้น กลายเป็นคนหนึ่งที่จะเข้าชิงตำแหน่งกรรมการกลางในพรรคก๊กมินตั๋ง ขณะเดียวกัน ก็ขยายการประชุมอบรมชาวนาให้ กว้างขวางกว่าเดิม
เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานโฆษณาชวนเชื่อของพรรคก๊กมินตั๋ง
ล่วงมาถึงตอนนี้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ได้ตำแหน่งสูงในพรรคก๊กมินตั๋งเพิ่มขึ้น เสินปิ่งซานเป็นหัวหน้าสำนักงาน ชาวนา พวกคอมมิวนิสต์อื่นๆ เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสูงอยู่ในสำนักงานการคลัง สำนักงานเสบียง
สำนักงานการต่างประเทศและเป็นคนสำคัญอยู่ในสภาทหารบก
พื้นฐานของฝ่ายคอมมิวนิสต์เหล่านี้เป็นกลุ่มที่สามัคคีกัน จึงได้ใช้สิทธิให้ได้รับตำแหน่ง สูงๆตามส่วนเฉลี่ยของพวกตนทั้งหมด พวกเขาเหล่านี้คาดหวังจากความสำเร็จในการ ยกทัพปราบภาคเหนือ
สมควรต้องติดตามมาด้วยการทำให้พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลภายในพรรคก๊กมินตั๋ง
และเนื่องจากพวกเขาเหล่านี้โดยเฉพาะเหมารับหน้าที่ในการนำชาวนามาอยู่ข้างกองทัพที่ยกไปปราบขุนศึกภาคเหนือ โอกาสแห่งความสำเร็จจึงมีสูงมากยิ่งขึ้น
นี่คือมุมมองของ รอเบิร์ต เพน อันทั้งสอดรับและต่างจาก จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์