การข่าวเรื่องข้าว – กองข้าวสาร 700 กระสอบที่ชายแดนไทยติดพรมแดนเมียนมา เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อย่าทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่อง
แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการณ์แล้ว หลังจากเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก
โดยเฉพาะช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อบุคคลในคณะรัฐประหารและผู้สั่งการปราบปรามผู้ชุมนุมในเมียนมา
ทุกคนจึงจับจ้องอยู่ว่ามาตรการที่ใช้ลงโทษคณะรัฐประหารจะมีผลกดดันทหารเมียนมาหรือไม่เพียงใด
เมื่อกองข้าวปริศนามาปรากฏที่ชายแดนไทยและมีแนวโน้มว่าต้องการขนเข้าไปยังฐานทัพของเมียนมา เรื่องที่ไม่อยากให้เป็นเรื่องจึงเป็นเรื่องขึ้น
ความวุ่นวายของเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมาจากการข่าวที่เจ้าหน้าที่รัฐพูดไม่ตรงกัน และพูดไปคนละทิศละทาง ไม่ว่าระดับท้องถิ่น กองทัพ และรัฐบาล
ตั้งแต่ภาพข่าวปรากฏทางสื่อต่างประเทศพร้อมข้อมูลจากฝ่ายกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู แต่เจ้าหน้าที่กองทัพบกกลับโต้ว่า จากการตรวจสอบในพื้นที่ไม่มีกิจกรรมนี้ เป็นภาพเก่านานแล้ว
ต่อมาชาวบ้านและนักธุรกิจฝั่งไทย ที่อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ตั้งคำถามว่าข้าวมากองอยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร ในเมื่อด่านทุกจุดผ่อนปรน การค้าของแม่ฮ่องสอนยังปิดอยู่ ค้าขายไม่ได้
แต่รัฐบาลกลับยืนยันว่าไทยไม่ได้ปิดชายแดน เปิดหมดแล้ว การค้าขาย เป็นปกติทุกช่องทาง และเป็นการค้าชายแดนปกติ
สุดท้ายรัฐบาลยอมรับว่ากองข้าวปริศนาเป็นสินค้าที่กองทัพเมียนมาสั่งจากไทย
ขณะที่นายกรัฐมนตรีย้ำว่า เป็นการค้าขายปกติ เพราะคนต้องกินต้องอยู่ และขอให้แยกกับสถานการณ์ในเมียนมา
คำอธิบายนี้เป็นการทำความเข้าใจคล้ายกับเมื่อครั้งที่นายกฯ เดินทางไปเจรจากับผู้แทนคณะรัฐประหารเมียนมาที่บน.6 ดอนเมือง แล้วเตือนสื่อไทยให้ระมัดระวังการเสนอข่าว
แต่วันรุ่งขึ้นสื่อของทางการเมียนมาต่างเสนอข่าวครึกโครมให้เป็นที่ประหลาดใจ
การข่าวเรื่องข้าวนี้ก็เช่นกัน