ภาววิสัย ก่อนซ้อม รัฐประหาร (41) – ก่อนจะลงลึกเข้าไปในรายละเอียดแห่งสถานการณ์ “ซ้อมรัฐประหาร” ของ เจียงไคเช็กเมื่อเดือนมีนาคม 1926 จำเป็นต้องศึกษาสภาพการณ์ทางการเมืองแวดล้อมในเชิง “บริบท” อันสัมพันธ์กับเหมา

จากหนังสือ “วิพากษ์ประธานเหมา” ของ เชาวน์ พงษ์พิชิต

เสียงต่อต้านจักรวรรดินิยมดังกระหึ่มขึ้นในชนบทจีนเป็นครั้งแรก อิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์จีนแผ่กว้างออกไปเหมือนดอกเห็ดในหน้าฝน

สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนมกราคม 1925 มีแค่ 995 คน

จวบจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันจำนวนสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพิ่มขึ้นถึง 10,000 คน เป็นการเพิ่มในอัตราก้าวกระโดดกว่า 10 เท่า ขณะที่สมาคมชาวนามีสมาชิกราว 2 ล้านคน

คำขวัญของขบวนการคือ “โค่นล้มขุนศึก” และ “โค่นล้มคนรวยต่างชาติ”

การณ์เช่นนี้ไม่เป็นที่แปลกใจสำหรับ จ้าวเหิงทิ ผู้ว่าการมณฑลหูหนาน จึงได้ออกหมายจับเหมาและส่งกำลังออกไปตามไล่จับเมื่อเดือนตุลาคม 1925

เหมาเจ๋อตงหนีไปอยู่ที่กว่างโจว

ในเวลานั้นเหมาเป็นผู้รับผิดชอบฝ่ายโฆษณาการของพรรคก๊กมินตั๋ง และได้จัดทำวารสารเชิงการเมืองชื่อว่า “การเมืองรายสัปดาห์” ออกฉบับปฐมฤกษ์เมื่อเดือนกันยายน 1925

อยู่ได้ 18 เดือนจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1927

เหมาได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารสำรอง และได้รับเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการชาวนาของพรรคก๊กมินตั๋งอีกตำแหน่งหนึ่งจากที่ประชุมผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม 1926

นอกจากนั้นยังได้ดูแลสำนักสอนและเรียนของขบวนการชาวนา

และเริ่มทำงานตั้งแต่รุ่นที่ 5 โดยเคยรับเชิญมาบรรยาย ณ สำนักแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม 1924 จากนั้นก็เข้าดูแลงานสำนักสอนและเรียนตั้งแต่เดือนตุลาคม 1925 จนถึงเดือนมีนาคม 1926

ขณะเดียวกัน ได้เสนอรายงานเรื่องการโฆษณาในหมู่ชาวนาเมื่อเดือนมกราคม 1926

จากนั้นในเดือนมีนาคมปีเดียวกันก็ได้เขียนบทความเรื่อง “การวิเคราะห์ชนชั้นต่างๆ ในสังคมประเทศจีน” คัดค้านแนวโน้มผิดๆ 2 แนวในพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเวลานั้น

เรื่องนี้จำเป็นต้องตรวจสอบผ่าน “สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง เล่ม 1(ตอนต้น)”

ความน่าสนใจก็ตรงที่บรรณาธิการซึ่งรับผิดชอบในการจัดพิมพ์บท “การวิเคราะห์ชนชั้นต่างๆ ในสังคมประเทศจีน” สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ จากนครปักกิ่ง เมื่อปี 1968

ได้ให้คำ “อรรถาธิบาย” ในลักษณะเป็น “เชิงอรรถ” ว่า

นิพนธ์ของสหายเหมาเจ๋อตงบทนี้ ได้เขียนขึ้นเพื่อคัดค้านความโน้มเอียง 2 ชนิดที่มีอยู่ภายในพรรคในเวลานั้น

ความโน้มเอียงชนิดแรกมีเฉินตุ๊ซิ่วเป็นตัวแทน สนใจแต่ร่วมมือกับก๊กมินตั๋ง ลืมชาวนาเสีย

ความโน้มเอียงชนิดที่สอง มีจางกว๋อเถาเป็นตัวแทน สนใจแต่การเคลื่อนไหวของกรรมกร ลืมชาวนาเสียเช่นเดียวกัน

อย่างแรกเป็น “ลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวา” อย่างหลังเป็น “ลัทธิฉวยโอกาสเอียงซ้าย”

ลัทธิฉวยโอกาสทั้ง 2 ชนิดนี้ต่างรู้ตัวว่ากำลังของตนไม่พอ แต่ก็ไม่รู้จะไปหากำลังมาจากที่ไหน จะได้พันธมิตรอันไพศาลจากที่ไหน

สหายเหมาชี้ให้เห็นว่าพันธมิตรอันไพศาลที่สุดของชนชั้นกรรมาชีพของจีน คือ ชาวนา

เชาวน์ พงษ์พิชิต ระบุว่า เฉินตุ๊ซิ่วคัดค้านความคิดเห็นที่เหมาแสดงไว้ใน “การวิเคราะห์ชนชั้นต่างๆ ในสังคมประเทศจีน” ไม่ยอมให้ตีพิมพ์ในหนังสือและวารสารที่เป็นขององค์กรพรรคคอมมิวนิสต์จีน

แม้เหมาจะได้ปรับปรุงข้อความบางตอนแล้ว

แต่เฉินตุ๊ซิ่วในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคก็ยังไม่ยอมลดราวาศอก เหมาจึงต้องนำไปตีพิมพ์ใน “ชาวนาประเทศจีน” วารสารของนครกว่างโจว

ในห้วงเวลาที่เฉินตุ๊ซิ่วมีปัญหาในทางความคิดกับเหมานี้เอง

เจียงไคเช็กก็เริ่มเปิดฉากเล่นงานชาวคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในแนวร่วมในเดือนมีนาคม 1926 โดยอาศัยกรณีเรือรบจงซานเป็นข้ออ้างกล่าวหาว่าโยกย้ายเรือรอบเหมาจะก่อกบฏจับตัวเจียงไคเช็กเป็นตัวประกัน

เหล่านี้คือมูลกรณีอันแวดล้อมสถานการณ์ “ซ้อมรัฐประหาร”ของเจียงไคเช็ก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน