การต่อสู้ ภายใน ก๊กมินตั๋ง (42) – หากอ่านหนังสือ การเมืองทมิฬตอน“อั้งยี่ครองเมือง”จากการค้นคว้าและเรียบเรียงของ ทวีป วรดิลก ก็จะเข้าใจเส้นสนกลในของสถานการณ์ในเซี่ยงไฮ้และกว่างโจวได้มากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดำรงอยู่ภายในพรรคก๊กมินตั๋ง
ภายหลังมรณกรรมของซุนยัตเซ็นเมื่อเดือนมีนาคม 1925 แผนยกทัพเพื่อปราบขุนศึกภาคเหนือยังคงดำเนินต่อไปภายใต้การนำของแม่ทัพใหญ่คนใหม่ คือ เจียงไคเช็ก
สำหรับตำแหน่งภายในพรรคเจียงมีอาวุโสเป็นรองผู้นำคนอื่นๆ อีกหลายคน
ได้แก่ หูฮั่นหมิน วังจิงไวและเหลียวจ้งไข่ โดยตัวเก็งผู้นำพรรคที่จะได้ดำรงตำแหน่งแทนซุนยัตเซ็นก็คือเหลียวจงไข่ซึ่งเป็นคนสำคัญที่โน้มน้าวให้ซุนยัตเซ็นตัดสินใจรับความช่วยเหลือจากโซเวียต
โบโรดินก็ชอบเหลียวจ้งไข่มากและมักจะประสานโดยผ่านเหลียวมากกว่าคนอื่น
หลังจากซุนยัตเซ็นถึงแก่อนิจกรรม ขุนศึก 2 คนซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับซุนยัตเซ็นก็ฉวยโอกาสใช้กำลังเข้ายึดกว่างโจว ส่งผลให้โบโรดิน ตัวแทนโคมินเทิร์นต้องเผ่นไปตั้งหลักที่หวังผู่
เหลียวจ้งไข่ จับมือ เจียงไคเช็ก เข้าตีโต้จนยึดกว่างโจวกลับมาเป็นของพรรคก๊กมินตั๋ง
กว่างโจวจึงยังคงเป็นฐานที่มั่นของพรรคก๊กมินตั๋งต่อไป คณะกรรมการบริหารกลางพรรคก็ได้ประชุมกันโดยรีบด่วนเพื่อเลือกผู้นำขึ้นดำรงตำแหน่งแทนซุนยัตเซ็นต่อไป
ผลการประชุม ปรากฏว่าไม่มีใครได้รับเลือกเป็นผู้นำโดยเฉพาะคนเดียว
ที่ประชุมเห็นควรให้พรรคมีคณะผู้นำ 3 คนด้วยกันขึ้นทำหน้าที่แทนซุนยัตเซ็น ประกอบด้วย วังจิงไว หูฮั่นหมินและเหลียวจ้งไข่ โดยวังจิงไวทำหน้าที่เป็นรักษาการประธานาธิบดี
หูฮั่นหมินเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เหลียวจ้งไข่เป็นหัวหน้าบริหารทั้งหมด
ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ฝ่ายขวาสุดขั้วภายในพรรคมองไปว่าเป็นแผนที่จะยึดอำนาจการนำของพรรค พูดง่ายๆ ว่าเป็นการทำรัฐประหารภายในพรรคของฝ่ายซ้าย
เป็นการร่วมมือกันระหว่างฝ่ายซ้ายพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์
ขณะเดียวกันในส่วนภายนอก พรรคคอมมิวนิสต์ก็ดำเนินการปลุกระดมเป็นการใหญ่ในระหว่างฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วงของปี 1926 รวมทั้งการเดินขบวนของนักศึกษาในกว่างโจวด้วย
สร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าของโรงงาน นายธนาคารและชาวต่างชาติเป็น อย่างสูง
จากการประมวลสถานการณ์นำไปสู่บทสรุปของ ทวีป วรดิลก ว่า ฝ่ายซ้ายภายในพรรคก๊กมินตั๋งกับคอมมิวนิสต์ได้สร้างศัตรูขึ้นเป็นจำนวนมาก และก็เป็นศัตรูชนิดที่ไม่ยอมอยู่ร่วมโลกกับคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น
หนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาในฮ่องกงเรียกร้องให้มีการสังหารฝ่ายซ้ายในพรรคก๊กมินตั๋ง
ฝ่ายขวาสุดขั้วภายในพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งเต็มไปด้วยความเคียดแค้นฝ่ายซ้ายกับคอมมิวนิสต์อย่างยิ่ง ในเซี่ยงไฮ้มีการจัดตั้งสหพันธ์มวลแรงงานของจีนอันเท่ากับท้าทายอำนาจเดิมที่เคยยึดครองมา
วันที่ 20 สิงหาคม 1925 ก็เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารเลี่ยวจ้งไข่ในกว่างโจว
เมื่อเหลียวจ้งไข่นั่งรถมายังที่ทำการของพรรคก๊กมินตั๋งเพื่อเข้าประชุมคณะผู้บริหารกลาง ขณะก้าวลงจากรถ มือปืน 5 คนซึ่งยืนอยู่หลังเสาของอาคารที่ใช้เป็นที่ประชุมพรรค
ก็ออกมารัวกระสุนเข้าใส่เหลี่ยวจ้งไข่สิ้นใจตายทันที
สถานการณ์ลอบสังหารเหลี่ยวจ้งไข่ในขณะที่พื้นที่ทางการเมืองของหูฮั่นหมินหดแคบ และวังจิงไวขยับขับเคลื่อนได้ไม่สะดวก กลับกลายเป็นผลดีต่อเจียงไคเช็ก
นี่จึงล้วนเป็นสถานการณ์อันสัมพันธ์กับปฏิบัติการ “ซ้อมรัฐประหาร” ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม
ปัญหาจึงดำเนินไปเหมือนกับที่เหมาเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่เมื่อปี 1925 ว่า ให้ระมัดระวังเรื่องการฟื้นตัวของฝ่ายขวาภายในพรรคก๊กมินตั๋ง
อาจจะเป็นโทษให้กับการสร้างพันธมิตรระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์
โดยเฉพาะสภาพการณ์ในทางการเมืองภายหลังการจากไปของซุนยัตเซ็น ยิ่งก่อให้เกิดสภาวะระส่ำระสายและสภาวะหวาดระแวงในทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
การทำงานของเหมาในห้วงจากปลายปี 1925 ถึงปี 1926 จึงมากด้วยความระมัดระวัง
แม้ดูภายนอกคล้ายกับว่าเหมาจะได้รับความไว้วางใจจากพรรคก๊กมินตั๋งค่อนข้างสูง แต่กลุ่มขวา ภายในพรรคก๊กมินตั๋งก็หวาดระแวงพวกเดียวกันที่เป็นฝ่ายซ้ายและหวั่นเกรงการขยายตัวของคอมมิวนิสต์
สถานการณ์ “ซ้อมรัฐประหาร” จึงสะท้อนปฏิกิริยาอันมาจากภายในพรรคก๊กมินตั๋ง