เบื้องหน้า การรุก ของ เจียงไคเช็ก(44) – เมื่อเขียน “เหมาเจ๋อตง ฮ่องเต้นักปฏิวัติ” ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2545 ทวีป วรดิลก ระบุคำยืนยันของหลี่จิ๊งหลงที่ว่า วังจิงไวเป็นผู้ออกคำสั่งแก่ตนทางโทรศัพท์อ้างว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ
ให้เตรียมเรือปืนไว้ให้พร้อม ตรวจการณ์เมื่อใดเป็นได้ทันที
แต่เนื่องจากทางด้านพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้เตรียมตัวเพื่อรับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน จึงได้แต่งงงันกันไป มีแต่จางกว๋อเถาคนเดียวที่โวยวายออกมาว่าให้ถอนตัวออกจากการเป็นแนวร่วม
ซึ่งถ้าถอนจริงก็เป็นอันพินาศย่อยยับแน่
เนื่องจากผู้นำคนงานฝ่ายติดอาวุธก็ถูกปลดอาวุธหมดแล้ว ฝ่ายขวาภายในพรรคก๊กมินตั๋ง ก็จะเห็นเป็นโอกาสอันดีในการทำลายความเป็นพันธมิตรระหว่าง 2 พรรคลงไป
เพราะคำกล่าวหาที่ว่า พรรคคอมมิวนิสต์พยายามที่จะยึดอำนาจนั้นไม่มีทางแก้ตัวได้เลย
แล้วเจียงไคเช็กก็จะกลายเป็นวีรบุรุษในฐานะที่เป็นผู้ที่สามารถกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้ ยิ่งกว่านี้ เฉินตุ๊ซิ่วก็อยู่ระหว่างลังเลใจ ไม่สามารถตัดสินใจและแก้ไขปัญหาได้
นี่คือสภาพการณ์ที่พรรคคอมมิวนิสต์ประสบอยู่ในทางเป็นจริง
ในสถานการณ์เช่นนี้เพื่อให้สถานการณ์เกิดความคลี่คลาย ถ้าหากจะระดมกำลังมวลชนให้มีการชุมนุมประท้วงหรือเดินขบวน อาศัยหนังสือพิมพ์เป็นสื่อก็ยังพอมีโอกาสทำความเข้าใจกับประชาชนได้
โดยเฉพาะการจัดตั้งคนงานของพรรคคอมมิวนิสต์ในกว่างโจวมีกำลังสูงมาก
แต่เนื่องจากเฉินตุ๊ซิ่วซึ่งอยู่ในสถานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ยอมเคลื่อนไหวใดๆ ในทางการเมือง จึงเท่ากับเป็นการงอมืองอตีน
เจียงไคเช็กจึงบงการได้ตามใจชอบ
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เมื่อโบโรดินกลับมาเจียงไคเช็กก็เข้าสวมกอดหลั่งน้ำตาสารภาพผิด อ้างว่าที่ตนทำรุนแรงเกินไปเพราะประสาท “เครียด” เนื่องจากทำงานหนัก ชีวิตของตนก็ตกอยู่ในห้วงอันตราย โบโรดินก็หันไปตำหนิผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ หาว่ากระทำการเลยเถิด ใจร้อนด่วนได้
เจียงรับสารภาพด้วยว่า ตนเองกระทำการอย่างหุนหันพลันแล่นเกินไปกับผู้ใต้บังคับบัญชา จากนั้นก็ลงโทษทหารผู้น้อย 2-3 คน ปลดผู้บังคับบัญชาที่ตนไม่ชอบหน้าหรือไม่ไว้วางใจออกไป
เฉินตุ๊ซิ่วเลยกลายเป็นผู้ผิด ต้องขอโทษเจียงไคเช็ก
ขณะเดียวกัน เจียงไคเช็กก็ได้โอกาสเสนอแนะให้ย้ายโจวเอินไหลออกไปเสียจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองของโรงเรียนนายทหารหวางผู่
เฉินตุ๊ซิ่วก็ยินยอมปฏิบัติตามโดยดี
ภายในที่ประชุมฉุกเฉินของคณะกรรมการบริหารกลางพรรคก๊กมินตั๋งได้มีการลงมติว่า จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่สหายฝ่ายซ้ายสมควรที่จะพักผ่อนได้แล้ว วังจิงไวก็ต้องออกเดินทางไปยุโรปชั่วคราว
สำนึกตัวว่าไม่มีทางช่วงชิงความเป็นใหญ่กับเจียงไคเช็กได้อีกต่อไป
บัดนี้ เจียงไคเช็กก็ได้เป็นผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งแต่เพียงผู้เดียว ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพแห่งชาติ จึงมีอำนาจบังคับบัญชากระทรวงทบวงกรม การคลัง โรงงานผลิตอาวุธ กรมตำรวจ หวางผู่ เป็นต้น
การประชุมคณะกรรมการบริหารกลางพรรคก๊กมินตั๋งวันที่ 15 พฤษภาคม 1926 จึงสำคัญ เนื่องจากเจียงไคเช็กได้เสนอต่อที่ประชุมให้ลงมติพิเศษ “ปรับปรุงแก้ไขกิจการพรรค” รายชื่อสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทุกคนจะต้องส่งไปให้เจียงไคเช็ก
คอมมิวนิสต์จะดำรงตำแหน่งบังคับบัญชาใดๆ ภายในพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้เป็นอันขาด
จาก “มติพิเศษ” ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกลางพรรคก๊กมินตั๋งเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะตัดคอมมิวนิสต์ออกไปจากวงจรแห่งตำแหน่งบังคับบัญชาภายในพรรค ก๊กมินตั๋งเท่านั้น
หากแต่ทุก “คำสั่ง” ของคอมมิวนิสต์ต่อคอมมิวนิสต์ด้วยกันจะต้องกระทำผ่านเจียงไคเช็ก ขณะเดียวกัน การติดต่อจากโคมินเทิร์นหรือองค์การคอมมิวนิสต์สากลมายังพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็จะต้องผ่านการรับรู้ของเจียงไคเช็กด้วย
เท่ากับเจียงไคเช็กกระชับอำนาจเหนือคอมมิวนิสต์อย่างเบ็ดเสร็จ
ข้อมูลของ ทวีป วรดิลก ยืนยันว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกลางพรรค ก๊กมินตั๋งในวาระแห่งการลงมติพิเศษนี้มีผู้คัดค้านข้อเสนอของเจียงไคเช็กอย่างหนักหน่วงเพียงคนเดียว
นั่นก็คือ เหมาซึ่งเป็น “กรรมการสำรอง” ในคณะกรรมการบริหารกลาง