ปมชาวนา ใน พรรคคอมมิวนิสต์(45) – หากติดตามงานของ ทวีป วรดิลก ต่อเนื่องก็จะรับรู้ได้ว่า การ “ซ้อมรัฐประหาร”ครั้งนี้ของเจียงไคเช็กมีรายงานไปยังมอสโกเช่นกัน หากแต่ไม่ได้รับความสำคัญอันใดเท่าที่ควร
ซึ่งผู้ที่จะต้องรับผิดชอบย่อมเป็น 1 โบโรดิน และ 1 เฉินตุ๊ซิ่ว
โดยโบโรดินรายงานไปว่า เป็นเพราะ “ความหุนหันพลันแล่น” ของคอมมิวนิสต์ จีนเอง ซึ่งหมายความว่าถูกเจียงไคเช็กต้มเสียสุก ส่วนเฉินตุ๊ซิ่วก็อ่านลูกไม้ครั้งนี้ของ เจียงไคเช็กไม่ออกเช่นกัน
เนื่องจากยังคงยึดมั่นอยู่อย่างเดียว (อาจโดยคำสั่งจากโคมินเทิร์น)
คือ ความเป็นพันธมิตรระหว่างก๊กมินตั๋งกับคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงคอมมิวนิสต์ถูกจับและปลดอาวุธไปเป็นทิวแถว ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะต่อสู้เพื่อป้องกันตนเองแต่อย่างใด
ยิ่งกว่านี้ เจียงไคเช็กยังมีไพ่อีกใบหนึ่งอยู่ในมือ
นั่นก็คือ ด้วยการส่งเจียงจิงกัว บุตรชายเดินทางไปศึกษาต่อในมอสโก เมื่อกระทำถึงขั้นนี้ยังจะมีใครไหนเล่าจะมาหวาดระแวงสงสัยว่า เจียงไคเช็กเป็นคนต่อต้านคอมมิวนิสต์
คำถามก็คือ ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้บทบาทของเหมาเป็นอย่างไร
ในเดือนพฤษภาคม 1926 นั้นเอง พรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีการประชุมร่วมกันอีก เหมาในฐานะเป็นกรรมการสำรองในคณะกรรมการบริหารกลางก็เข้าร่วมประชุมด้วย
ผู้แทนเจียงไคเช็กเสนอให้มีการจำกัดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของคอมมิวนิสต์
ผลก็คือ คอมมิวนิสต์ที่เข้ามาอยู่ในพรรคก๊กมินตั๋งและได้รับเลือกในที่ประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 1 ในเดือนมกราคม 1924 และที่ประชุมต่อๆ มาต้องพ้นจากตำแหน่งสำคัญๆไปหมด
จากนั้นผู้แทนเจียงไคเช็กรุกด้วยการเสนอให้คอมมิวนิสต์เปิดเผยบรรดาสมาชิกพรรค ที่มาร่วม
ต่อข้อเสนอนี้เหมาคัดค้านว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากในพื้นที่และบริเวณต่างๆ นั้นส่วนใหญ่หากคอมมิวนิสต์เปิดเผยตัวออกมาก็จะต้องถูกจับและประหารชีวิต
การรุกคืบนี้ส่งผลต่อสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาร่วมอยู่ในพรรคก๊กมินตั๋งโดยตรง
สำหรับงานด้านพรรคก๊กมินตั๋งเหมาสละตำแหน่งรับผิดชอบงานโฆษณาที่ทำอยู่เดิม แต่ทางสถาบันฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานด้านชาวนาที่เหมาเป็นผู้อำนวยการซึ่งทางพรรคก๊กมินตั๋ง ไม่สนใจ
เหมาจึงออกเดินทางจากกว่างโจวมาเซี่ยงไฮ้เพื่อรายงาน “กรมการเมือง” พรรคคอมมิวนิสต์
ในที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นจังหวะก้าว ที่สำคัญยิ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะส่งผลสะเทือนอย่างต่อเนื่องไปอีกยาวนาน ทางการเมือง ทางการทหาร
นอกจากเหมาแล้วยังมีผู้เข้าร่วมเสนออย่างเช่น หลิวส้าวฉี จางกว๋อเถา
หลิวส้าวฉีเสนอในฐานะผู้นำสหพันธ์มวลแรงงานของจีนโดยเห็นว่า คนงานจีนยัง ล้าหลังอยู่มาก หน้าที่ซึ่งมีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงจึงได้แก่การให้การศึกษาต่อคนงาน
คนงานจีนยังไม่พร้อมและต้องได้รับความเสียหายจาก “ลัทธิซ้ายไม่เดียงสา”
ส่วนจางกว๋อเถาซึ่งเป็นผู้นำสหพันธ์มวลแรงงานของจีนเช่นกันยังคงถือว่า ชนชั้น กระฎุมพีแห่งชาติ คือศัตรูของการปฏิวัติ การแยกกรรมกรออกไปเป็นทางเดียวที่จะ แก้ไขได้
ขณะที่เหมาเริ่มพูดถึงชาวนาและการระดมกำลังของชาวนาขึ้นมา
แต่ถูกเฉินตุ๋ซิ่ว ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคขัดขวางไม่ให้พูดต่อ แต่แทนที่จะสามารถสกัดยับยั้งประเด็นของการเข้าหาชาวนา ปลุกระดมชาวนาลงได้อย่างสิ้นเชิง
ตรงกันข้าม กลับกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ในทาง “ความคิด” อย่างสำคัญ
ปมเงื่อนความเห็นต่างตรงนี้ ทวีป วรดิลก ใช้วลีที่ว่า เล่ากันว่า เมื่อเลขาธิการใหญ่ ไม่ยอมรับฟังเหมาก็ออกมาพูดกับเพื่อนๆ นอกที่ประชุมว่า หนทางเดียวที่จะแก้ไขความอ่อนแอของพรรคคอมมิวนิสต์ก็คือ
เตรียมการจัดตั้งชาวนา ติดอาวุธให้ทั่วประเทศ
“ชาวนา คือ พันธมิตรที่เชื่อถือได้ที่สุดของชนกรรมาชีพ” เหมาย้ำแล้วก็ออกเดินทางกลับไปยังสถาบันฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานด้านชาวนาในกว่างโจว
ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ไช่ช่าง น้องสาวไช่เหอเซิน เพื่อนสนิทของเหมา
ได้แต่งงานกับหลี่ฟุชุนแล้วและก็ได้มาเป็นครูอยู่ที่กว่างโจว ขณะเดียวกัน หลี่ฟุชุน ได้ขอให้เหมามาช่วยสอนในหัวข้อเรื่อง “ว่าด้วยชาวนา” ให้กับนักเรียนด้วย
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกของเหมาในห้วงเวลานี้จึงมีแต่คำว่า “ชาวนา”