พระศรีอารยเมตไตรย – กลับมาสู่คติ สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาที่เป็นคติ สัญลักษณ์ทางสังคม การเมือง ที่สืบทอดมาจากคติทางศาสนา
กรณีความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ที่อุบัติในภัทรกัปได้แก่ พระกุกสันโธ โกนาคมพุทธะ กัสสป พุทธะ ศากยมุนี ที่ได้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนั้น ในยุคสุดท้ายของภัทรกัปนี้จะมีพระศรีอารยเมตไตรยมาอุบัติขึ้น เพราะเชื่อว่าพุทธศาสนาของสมัยสมณโคดมหรือพระศากยมุนีนี้จะมีอายุ 5,000 ปี แล้วเสื่อมถอยไป
พระศรีอารยเมตไตรยเมื่ออุบัติขึ้นในโลกนี้แล้ว โลกจะมีแต่ความสงบสุข มีความเจริญรุ่งเรือง บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายจะอยู่กันอย่างไม่เบียดเบียนกัน ข้าวปลาอาหารจะสมบูรณ์ ไม่มีการแก่งแย่งกัน ไม่มีการแบ่งแยก สังคมมีความเท่าเทียมกันหมด
ความเชื่อเหล่านี้มีอยู่ในสังคมคนไทยที่อยู่ในฐานะไพร่ทาสของสังคมเมืองที่ต้องการการปลดปล่อยให้พ้นจากการกดขี่ขูดรีดจาก ผู้มีอำนาจทั้งหลายในสังคม
จากความเชื่อก็กลายเป็นความหวัง และความหวังนี้ก็จะเกิดมีผู้คน มีหัวหน้า มีกลุ่มคนที่อ้างตนว่าตนเป็นผู้มีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจที่จะช่วยเหลือไพร่ ทาส ผู้ทุกข์ยากทั้งหลาย ให้พ้นจากความยากลำบากของการดำรงชีวิต อ้างตัวเป็นพระศรีอารยเมตไตรยกลับมาช่วยโลก บ้างก็อ้างเป็นเทวดาระดับ พระอินทร์หรือพระเจ้าต่างๆ เรียกว่า ท้าวธรรมิกราชบ้าง ผู้มีบุญบ้าง ตามตำนานความเชื่อมา สร้างศรัทธาและความเชื่อชักจูงผู้คนให้เข้ามาเป็นพวก
เกิดเป็นกรณีกบฏผีบุญ ซึ่งแปลมาจากคำว่าผู้มีบุญ แล้วขยายตัวเป็นการต่อสู้ฆ่าฟัน ทำลายล้างเผ่าพันธุ์กันในประวัติศาสตร์ไทยอยู่หลายตอน
ในการสร้างความเชื่อถือนั้นก็จะมีการสร้างภาพ สร้างเรื่องราวเสกสรรปั้นแต่ง รวมทั้งการแต่งตัวที่มีสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นผู้มาปลดปล่อย ในปัจจุบันความเชื่อเรื่องของผีบุญจะมาปลดปล่อยการกดขี่ ขูดรีด ทางสังคมจางคลายไปมาก มีการแปรเปลี่ยนความเชื่อนี้ไปเป็นการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ทางการดำรงชีวิตและสุขกาย จึงมีการสร้างภาพของพระศรีอารยเมตไตรยหรือผู้มีบุญทั้งหลาย เป็นผู้จะให้โชคลาภ เงินทอง ขึ้นแทน
นี่คือการใช้คติและสัญลักษณ์ทางศาสนาในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์