เสื่อมทรุด ตกต่ำ ณ เสาซาน(46) – จากมุมมองของ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ นับแต่ปลายปี 1924 กระทั่งปี 1925 ทะลุเข้าไปยังปี 1926 สภาพการณ์ของเหมาเรียกได้ว่าเสื่อมทรุดและตกต่ำอย่างชนิดที่เรียกว่า “รูดมหาราช”

ไม่เพียงถูกปลดออกจากตำแหน่งใน“ก๊กมินตั๋ง”หากแม้ใน“พรรคคอมมิวนิสต์”ก็ ไม่เว้น

การประชุมใหญ่สมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ในเดือนมกราคม 1925 ก็ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วม สุขภาพก็เสื่อมถอยเป็นลำดับ ผ่ายผอมและล้มป่วย ส่งผลสะเทือนถึงระบบขับถ่าย ต้องผจญกับโรคท้องผูก

จึงต้องเดินทางไปยังเสาซาน บ้านเกิด นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1925

เหมาพักอยู่ที่บ้านของครอบครัวในเสาซานเป็นเวลา 8 เดือน ที่ฉางซาซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปเพียง 50 กิโลเมตร สาขาพรรคหูหนานกำลังก่อหวอดประท้วง เดินขบวนและจัดการชุมนุม

แต่เหมาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เขาอยู่บ้านและเล่นไพ่เสียเป็นส่วนมาก

และกำลังจ้องหาโอกาสที่จะหวนคืนสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้งด้วยตำแหน่งระดับสูง เดือนมีนาคม 1925 ซุนยัตเซ็นถึงแก่อสัญกรรม ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อเป็นคนที่เหมารู้จัก คือ วังจิงไว

ปีก่อนหน้านั้นวังจิงไวเคยทำงานร่วมกับเหมาที่เซี่ยงไฮ้และทั้ง 2 ก็เข้ากันได้ดี

วังจิงไวเกิดในปี 1883 จึงแก่กว่าเหมา 10 ปี มีบุคลิกเป็นผู้นำและเป็นนักพูดที่มีวาทศิลป์ อีกทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลาเหมือนดาราภาพยนตร์อีกด้วย เขาอยู่ใกล้ชิดซุนยัตเซ็นจนถึงวาระสุดท้าย

เป็นสักขีพยานคนหนึ่งในการทำพินัยกรรมของซุนยัตเซ็น

พินัยกรรมฉบับนี้เป็นหนังสือรับรองให้วังจิงไวอยู่ในฐานะเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนต่อมา แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ได้รับการสนับสนุนและเห็นชอบจากโบโรดิน หัวหน้าคณะที่ปรึกษารัสเซีย

ตอนนี้คอมมิวนิสต์มีตัวแทนในพรรคก๊กมินตั๋งประมาณ 1,000 คนแล้ว

มอสโกจึงเป็นใหญ่อยู่ในกว่างตงซึ่งมีบรรยากาศเหมือนกับเมืองในรัสเซียมากขึ้นทุกขณะ พรั่งพร้อมด้วยธงแดงและป้ายคำขวัญต่างๆ ประดับไปทั่วเมือง

ในรถยนต์ซึ่งแล่นไปตามท้องถนนมองเห็นแต่ใบหน้าของคนรัสเซีย

โดยมีองครักษ์ชาวจีนยืนขนาบบนบันไดข้างตัวรถ เรือสินค้าโซเวียตจอดกระจัดกระจายอยู่เต็มแม่น้ำเพิร์ล เบื้องหลังประตูอันปิดสนิทพวกคอมมิสซาร์นั่งล้อมรอบโต๊ะที่ปูด้วยผ้าแดง

ไต่สวนและตัดสินความผิดของ“พวกสร้างปัญหา”ต่อหน้าสายตาจากภาพถ่ายของเลนิน

ในห้วงที่ซุนยัตเซ็นถึงแก่อสัญกรรม เหมาส่งเจ๋อหมินผู้เป็นน้องชายเดินทางไปกว่างโจวเพื่อดูลาดเลาเกี่ยวกับโอกาสของตนเอง เจ๋อถาน น้องอีกคนของเหมาติดตามไปหลัง จากนั้น

ถึงเดือนมิถุนายน 1925 ก็เป็นที่แน่ชัดว่าวังจิงไวคือผู้นำคนใหม่ของพรรคก๊กมินตั๋ง

เหมาจึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองด้วยการก่อตั้งสาขาพรรคระดับรากหญ้าขึ้นในเขตของตน งานส่วนใหญ่เป็นการทำเพื่อพรรคก๊กมินตั๋งไม่ใช่เพื่อพรรคคอมมิวนิสต์

เมื่อถูกขับออกจากตำแหน่งผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จึงหันมาเสี่ยงโชคกับพรรคก๊กมินตั๋ง

แผนสำคัญอันดับหนึ่งของพรรคก๊กมินตั๋งคือการ“ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม” นโยบายหลักของพรรคคือ พยายามปกป้องผลประโยชน์ของประเทศจีนจากเงื้อมมือของมหาอำนาจต่างชาติ

นโยบายนี้จึงกลายเป็นแนวทางหลักในการทำงานของเหมา

แม้ว่ามันจะเบี่ยงเบนไปจากชีวิตของชาวนาไปไกลมากก็ตาม ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ทุกคนแสดงปฏิกิริยาเมินเฉย เพื่อนคนหนึ่งเขียนในสมุดบันทึกวันที่ 29 กรกฎาคม 1925 ว่า

“มีสหายคนเดียวที่มา แต่คนอื่นๆ ไม่มีใครสนใจเลย การประชุมครั้งนั้นจึงไม่เกิดขึ้น”

บันทึกนั้นสะท้อนการพิกเฉยและไม่ให้ความร่วมมือ อีก 2-3 วันต่อมาก็เขียนว่า“การประชุมต้องล้มเลิกเพราะมีสหายน้อยมาก” คืนหนึ่งตัวเขากับเหมาต้องเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเพื่อรวบรวมคน

การประชุมจึงเริ่มขึ้นตอนดึกมากแล้วและกว่าจะเสร็จสิ้นก็เป็นเวลา 01.15 น.

เหมาบอกว่าจะกลับบ้าน”เพราะอ่อนเพลียมากและพูดมากเกินไปในวันนี้ เขาบอกว่าอยู่ที่นี่คงนอนไม่หลับ เราจึงเดินไปด้วยกันราว 2 หรือ 3 ลี้ แล้วก็เดินต่อไปไม่ไหว

เราทั้ง 2 หมดเรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิงจึงนอนกันอยู่ที่ริม“ลำธารทัง” นั่นเอง

จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ยืนยันว่า เหมาไม่ได้ปลุกระดมให้พวกชาวนาลุกขึ้นก่อการในรูปแบบที่คนจนสู้กับคนรวย เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะเขาคิดว่ามันไร้ประโยชน์

สะท้อนให้เห็นว่าที่อยู่ในหูหนาน เหมาไม่ได้แตะเข้าไปยังปัญหาชาวนาเลย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน