มุมใหม่ ภาพเหมา ต่อชาวนา(51) – ข้อมูลจากด้านของ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ยังเดินไปด้วยความเข้มข้น วันที่ 20 ธันวาคม 1926 คนประมาณ 300 เข้าไปเบียดเสียดไปอยู่ในโรงฉายภาพนิ่งของฉางซา

ฟังเหมากล่าวคำปราศรัยร่วมกับนักปลุกระดมรัสเซียคนหนึ่ง

เหมาไม่มีศิลปะในการกล่าวสุนทรพจน์ คำปราศรัยของเขากินเวลานาน 2 ชั่วโมงและจืดชืด แต่เป็นการพูดอย่างกลางๆ

“ยังไม่ถึงเวลาที่จะล้มล้างเจ้าของที่ดิน เราจะต้องอ่อนข้อกับคนพวกนี้บ้าง”

สิ่งที่เหมานำเสนอก็คือ “เราน่าจะแค่ลดค่าเช่าและลดอัตราดอกเบี้ยลงแล้วเพิ่มค่าแรงให้กับคนรับจ้าง” อันทำให้ บอริส เฟรเยอร์ นักปลุกระดมรัสเซียหยิบคำกล่าว “เรายังไม่พร้อมที่จะยึดที่ดินโดยทันที”

ทำรายงานให้ศูนย์ควบคุมในรัสเซียสำนักตะวันออกไกลทราบระบุว่าค่อนข้างเป็นกลางมากไป

แม้เหมาจะไม่ได้เอ่ยถึงปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรง แต่สิ่งที่เขานำเสนอทั่วๆ ไปก็ไม่ใช่วิธีการก้าวร้าว และหลังจากนั้นอีกไม่นานเขาก็เดินทางไปตรวจเยี่ยมชนบททั่วมณฑล หูหนาน

เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง 32 วันเหมาก็เปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้ งหมดเป็นการสรุปของ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ก่อนการเดินทางครั้งนี้เหมาเองที่พูดว่าเขายึดทางสายกลางเป็นหลักแต่ “จนกระทั่งผมได้ไปเยือนหูหนานกว่า 30 วันทัศนะของผมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง”

ตรงนี้จำเป็นต้องสนใจ “บทสรุป”ของ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์

ความจริงที่เกิดขึ้น คือ เหมาค้นพบแล้วว่าในส่วนลึกของจิตใจนั้นเขารักที่จะเป็นนักเลงกระหายเลือด ความสุขเมื่อได้เห็นการใช้ความรุนแรงชนิดที่ใกล้เคียงกับคำว่าซาดิสม์นี้

กลมกลืนกับความรู้สึกประทับใจในความเหี้ยมโหดของลัทธิเลนินที่มีมาก่อนหน้านี้

เหมาไม่ได้ใช้ความรุนแรงเพราะความเชื่อตามหลักการและเหตุผล ความชอบที่ว่านั้นผุดขึ้นมาจากลักษณะนิสัยของเขาเอง และจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อแนวทางการปกครองของเขาในอนาคต

ขณะเขียนรายงานเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้เหมาเห็นว่า

พวกผู้นำสมาพันธ์ชาวนาระดับรากหญ้าเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวก “อันธพาล” หรือไม่ก็เป็นนักเคลื่อนไหวที่ยากจน เกะกะเกเร เป็นที่เกลียดชังอย่างมากตอนนี้มีอำนาจอยู่ในมือ พวกเขากลาย

“เป็นผู้ยิ่งใหญ่และเป็นเจ้านาย ทำให้สมาพันธ์ชาวนากลายเป็นสถาบันที่น่ากลัว อย่างยิ่ง”

คนเหล่านี้เลือกกระทำต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ พวกเขาคิดกันเองว่า “ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของที่ดินนับเป็นทรราช และพวกผู้ดีมีฐานะเลวเหมือนกันหมด”

พวกเขา “ทุบตีเจ้าของที่ดินจนล้มคว่ำลงบนพื้นแล้วยกเท้ากระทืบซ้ำ”

พวกเขา “ขึ้นเหยียบย่ำและวิ่งเล่นบนเตียงงาช้างของพวกคุณหนูและคุณนาย” พวกเขา “เข้าจับกุมทุกคนทุกเมื่อที่นึกอยากทำแล้วจับสวมหมวกกรวยทรงสูงก่อนจะพาแห่ไปรอบ เมือง”

สรุปคือ ทำทุกอย่างตามอำเภอใจและสร้างความหวาดกลัวขึ้นทุกหัวระแหงในชนบท

เหมาเห็นนักเลงพวกนี้ยั่วให้เหยื่อเกิดความกลัวและทำลายศักดิ์ศรีของพวกเขา ตามที่บรรยายด้วยความรู้สึกพึงพอใจว่า “หมวกกระดาษรูปกรวยทรงสูงถูกนำมาสวม (ให้ผู้เคราะห์ร้าย)”

หรือ “ผู้ดีสารเลว” ชื่อนั้น ชื่อนี้

แล้วผู้ตกเป็นเหยื่อก็ถูกฉุดกระชากด้วยเชือก (เหมือนฉุดกระชากสัตว์) ติดตามมาด้วยฝูงชนกลุ่มใหญ่…..การลงโทษเช่นนี้ทำให้(ผู้เคราะห์ร้าย)สั่นสะท้านไปทั้งตัว

หลังจากที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เพียงครั้งเดียวคนเหล่านี้จะต้องเจ็บช้ำไป ตลอดกาล”

เหมาติดใจมากเป็นพิเศษกับวิธีการสร้างความหวาดกลัวที่คาดไม่ถึง และความทุกข์ทรมานที่พบเห็น เหมาสนใจอาวุธที่เรียกว่า “ซัวเปียว” ซึ่งเป็นมีดสองคมมีด้ามยาวเหมือนหอก

“ทำให้ทรราชเจ้าของที่ดินและผู้ดีสารเลวทุกคนสั่นระริกเมื่อได้เห็นอาวุธนี้”

เหมาได้เห็นและได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับความอำมหิตมากมายและก็ชอบเรื่องเหล่านี้มาก จากรายงานที่เขียนขึ้นในเดือนมีนาคม 1927 หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเขาบอกว่าได้สัมผัสกับ

“ความสุขล้นเหลือชนิดหนึ่งที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน”

ภาพของความโหดร้ายทารุณที่เขาบรรยาย ล้นปรี่ไปด้วยความตื่นเต้นและอะดรีนาลินที่หลั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง เขาใช้คำพูดที่ประกาศความหรรษาออกมาอย่างแจ้งชัดว่า

“มันวิเศษมาก วิเศษมากจริงๆ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน