ผลสะเทือน จากกรณี หูหนาน (52) – แท้จริงแล้ว สิ่งที่ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ นำมาถ่ายสะท้อนส่วนหนึ่งเหมาได้เขียนเอาไว้ใน“รายงานสำรวจการเคลื่อนไหวของชาวนาในมณฑลหูหนาน” อันถือได้ว่าเป็นมุมมองของตัวเหมาเอง

แต่นี่เป็นการอ่านและตีความอีกชั้นหนึ่งของ จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ซึ่งไม่ควรมองข้าม

มีการรวมตัวชุมนุมเกิดที่หมู่บ้านแห่งนั้นทันทีหลังจากที่เหมาได้ไปเยี่ยมเยือน และผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ถูกหาว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับสมาพันธ์ชาวนาถูกฆ่าตายอย่างป่าเถื่อน

ก่อนที่เหมาจะไปถึง กลุ่มหัวหน้าพยายามทำให้เหตุการณ์ลดความรุนแรงลง

และควบคุมผู้ก่อกรรมทำเข็ญอย่างโหดเหี้ยมบางคนไว้ เหมาสั่งให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมในตอนนี้ เขาตักเตือนชาวบ้านว่า การปฏิวัติไม่ใช่งานเลี้ยง มันคือเรื่องที่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง

“การปฏิวัติจำเป็นต้องอาศัยความหวาดกลัวเข้าควบคุมเหมือนกันทุกประเทศ”

เหมาไม่เคยหยิบยกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชาวนาโดยตรงขึ้นมาเอ่ยถึงแม้แต่ครั้งเดียว ประเด็นที่ว่านั้นคือ ปัญหาการกระจายสิทธิครอบครองที่ดินเสียใหม่

มันคือความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีผู้นำในการแก้ไขปัญหานี้

ทั้งนี้ เพราะสมาพันธ์ชาวนาบางกลุ่มเริ่มลงมือจัดสรรการถือครองที่ดินใหม่กันเอง ด้วยวิธีย้ายหลักเขตและฉีกสัญญาเช่าที่ดินทิ้ง พวกชาวบ้านพากันยื่นข้อเสนอที่จำเพาะเจาะจงเข้ามามากมาย

แต่ไม่เคยมีข้อเสนอใดๆ จากเหมา

เชาเพียงแต่บอกกับกรรมาธิการที่ดินของพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งประชุมหารือกันด้วยเรื่องเกี่ยวกับปัญหานี้ในวันที่ 12 เมษายนว่า “ประเด็นสำคัญคือการงดจ่ายค่าเช่าเสียก็สิ้นเรื่อง

ไม่เห็นจำเป็นต้องทำอะไรมากไปกว่านั้น”

ที่เหมารู้สึกประทับใจอย่างยิ่งคือ เรื่องการใช้กำลังเข้าทำลายความสงบเรียบร้อยของสังคม และมันก็เป็นความรู้สึกชอบที่มอสโกสังเกตเห็นเพราะมันเป็นคุณสมบัติที่ตรงตามแบบแผนปฏิวัติของโซเวียต

บทความเหมาได้พิมพ์ในวารสารโคมินเทิร์น คือรายงานเกี่ยวกับหูหนาน(แม้จะไม่มีชื่อเขาปรากฏ)

เหมาแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้เขาจะมีอุดมการณ์ที่ไม่มั่นคงนัก แต่ก็มีสัญชาตญาณที่ตรงตามทฤษฎีของเลนิน คอมมิวนิสต์อื่นๆ บางคนโดยเฉพาะศาสตราจารย์เฉินซึ่งเป็นผู้นำพรรคขณะนั้น

โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อรู้เรื่องการก่อจลาจลอย่างป่าเถื่อน

ศาสตราจารย์เฉินยืนกรานว่าพรรคจะต้องเข้าคุมสถานการณ์ซึ่งไม่ใช่วิธีการตามแนวทางของคอมมิวนิสต์ในโซเวียต พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงยอมให้เหมากลับเข้ามาเป็นผู้นำอีกครั้งหลังจากถูกปลดไป 2 ปี

เดือนเมษายน 1927 เหมากลับเข้ารับตำแหน่งเป็นกรรมการกลาง

แต่เป็นกรรมการชั้นรองลงมาที่ไม่มีสิทธิออกเสียง(เรียกว่าสมาชิกสำรอง) คราวนี้เหมาถูกส่งไปประจำอยู่ที่เมืองงหวู่ฮั่น ริมฝั่งแม่น้ำแยงซี ห่างจากฉางซาประมาณ 300 กิโลเมตร

เหมาย้ายจากกว่างตงมาพร้อมกับศูนย์บัญชาการของพรรคก๊กมินตั๋ง

ขณะที่ทหารก๊กมินตั๋งกำลังบุกขึ้นไปทางเหนือ ตอนนี้เหมายิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นในหมู่สมาชิก พรรคก๊กมินตั๋งในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมความเคลื่อนไหวของชาวนา เขาเร่งมือนักปลุกระดมท้องถิ่น

เพื่อให้คนกลุ่มนี้ขยายพฤติการณ์รุนแรงครอบคลุมถึงเขตใหม่ที่ฝ่ายทหารเข้ายึดครอง

แบบเรียนเล่มหนึ่งที่เหมาเลือกมาใช้ในการฝึกอบรม อธิบายถึงวิธีการที่นักปลุกระดมของสมาพันธ์ ชาวนาจัดการกับเหยื่อของตนในกรณีที่เหยื่อ“ดื้อรั้น”

“เราจะต้องตัดเส้นเอ็นที่ข้อเท้า และตัดหูมัน”

ผู้แต่งตำราเล่าถึงวิธีลงทัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะวิธีการสยดสยองที่กล่าวมาแล้วอย่างเคลิบเคลิ้ม “ผมตั้งใจฟัง เหมือนคนเมาที่กำลังขาดสติหรือไม่ก็ตกอยู่ในภวังค์แต่แล้วผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีด้วยเสียงร้องตะโกนว่า

“เยี่ยมจริงๆ” ช่วยไม่ได้ที่ผมเองก็พลอยโพล่งออกไปว่า “เยี่ยมจริงๆ”ด้วยเหมือนกัน”

เรื่องเล่านี้ใกล้เคียงกับรายงานของเหมาอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งในแง่ของเนื้อหาและลีลาการเขียน จึงเป็นไปได้มากที่สุดว่า เหมาเป็นผู้เขียนมันขึ้นมาเอง

เป็นอันเด่นชัดว่าบทบาทของเหมาในกรณีของชาวนาหูหนานมีความหมาย

ไม่เพียงแต่ ทางหนึ่ง เป็นบทบาทที่ทางฝ่ายพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้ขัดหูขัดตา นั่นเห็นได้จากการขยายบทบาททางการเมืองของเหมามากยิ่งขึ้น

ทางหนึ่ง บทบาทนี้กลับเป็นที่ขัดหูขัดตาของเฉินตุ๊ซิ่ว เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน