‘ร.ร.ฉลาดเล่น’นวัตกรรม‘มหิดล’ – เนื่องในวันที่ 21 เม.ย.ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ Friedrich Wilhelm August Froebel บิดาแห่งการศึกษาอนุบาล (21 เม.ย. ค.ศ.1782) ผู้จัดตั้งโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกในประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “kindergarten ในภาษาเยอรมัน ที่แปลว่า “สวนเด็ก” จากความเชื่อที่ว่า เด็กคือเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ จะเบิกบานสดใส เมื่อได้อยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน และได้เรียนรู้จากการเล่น
รศ.ดร.อารี จำปากลาย ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (IPSR) กล่าวว่า เป็นเวลา 50 ปี ที่สถาบัน IPSR ทำงานวิจัยในประเด็นประชากรและสังคมที่มีผลกระทบเชิงนโยบาย ซึ่งรวมทั้งการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในวัยเด็ก
เมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา สถาบัน IPSR ได้เป็น 1 ใน 5 ส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนอุดหนุนโครงการขับเคลื่อนนโยบายชี้นำสังคมของมหาวิทยาลัยมหิดล จากผลงานวิจัยซึ่งตอบสนองประเด็นที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ ด้วยความตระหนักถึงปัญหาที่เด็กไทยเคลื่อนไหวกันน้อยลง จึงได้มีการสร้าง “นวัตกรรมในการจัดการเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายเชิงระบบ” ขึ้น จากการดำเนินโครงการ “โรงเรียนฉลาดเล่น” อย่างต่อเนื่อง และจะได้ขยายผลสู่การเป็นต้นแบบเพื่อใช้ใน 27,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 3 ปีต่อไป
ด้าน ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา โดยทีมวิจัยของศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ริเริ่มโครงการ “โรงเรียนฉลาดเล่น” ขึ้นจากการตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นวัยเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติที่ถือเป็นการลงทุนที่มีคุณค่า และคุ้มค่าที่สุด โดยโรงเรียนฉลาดเล่น คือ โรงเรียนที่เด็กๆ จะได้มีความสุขในการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าเด็กที่เคลื่อนไหววันละอย่างน้อยประมาณ 30 นาที สมองจะพร้อมต่อการเรียนรู้
จากการติดตามพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่องใน 5 มิติ ซึ่งมิติที่ 1 คือ การมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มิติที่ 2 คือ พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม มิติที่ 3 คือ ทักษะการสื่อสาร มิติที่ 4 คือ การคิดอย่างมีเหตุผล และมิติที่ 5 คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา พบว่าเด็กในโครงการโรงเรียนฉลาดเล่นมีพัฒนาการทั้ง 5 มิติเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับเด็กในโรงเรียนที่ไม่ได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว

ผศ.ดร.ปิยวัฒน์อธิบายหลักการของโรงเรียนฉลาดเล่น ว่า“ไม่ใช่เพียงแค่การให้เด็กได้ออกกำลังกายหน้าเสาธง 5-10 นาที แต่เด็กจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดช่วงวันอย่างเหมาะสม และเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play) ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 แบบ แบบแรก คือ ฟรีเพลย์ ซึ่งเป็นการเล่นสนุกทั่วไปเพื่อการผ่อนคลาย ได้ อีคิว หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ แบบที่ 2 คือ แอ๊กทีฟ เพลย์ ซึ่งเป็นการเล่นเสริมทักษะ และแบบที่ 3 คือ สปอร์ต แอนด์ เอ็กเซอร์ไซส์ หรือ การออก กำลังกาย โดยการทำให้เด็กได้มีพัฒนาการที่ดีที่สุดนั้น จะต้องมีการ จัดสัดส่วนการเล่นในรูปแบบพีระมิดซึ่งมีแบบที่ 1 เป็นฐาน แล้ว ต่อยอดขึ้นไปด้วยแบบที่ 2 และแบบที่ 3 ตามลำดับ
ตัวอย่างกิจกรรมโรงเรียนฉลาดเล่น เช่น ในการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ อาจออกแบบให้เป็นการเล่น โดยทำช่องตัวเลขและเครื่องหมาย ให้เด็กได้กระโดดเพื่อที่จะบวก ลบ คูณ หาร ซึ่งนอกจากจะทำให้เด็กได้เคลื่อน ไหวร่างกายแล้ว ยังทำให้เด็กได้สนุกต่อการเรียนรู้อีกด้วย
เพลย์ เป็นหนึ่งในโมเดล 4 พี ที่ใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับให้โรงเรียนได้นำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งอีก 3 พี คือ โพลีซี หรือ นโยบาย พีเพิล หรือ ครูผู้นำกิจกรรม และเพลส หรือ สถานที่ เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง 4 จะขับเคลื่อนสู่การเป็น โรงเรียนฉลาดเล่น ได้อย่างสมบูรณ์
นวัตกรรมในการจัดการเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายเชิงระบบนี้จะเป็น เรือใบ ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าในแนวระนาบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการใช้องค์ความรู้ตามปณิธาน ปัญญาของแผ่นดิน ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่สร้างขึ้นนี้จะขยายผลสู่ระดับนโยบาย เพื่ออนาคตของเด็กไทยต่อไป” ผศ.ดร.ปิยวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย
ฐิติรัตน์ เดชพรหม นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) มหาวิทยาลัยมหิดล