อิทธิพล สมาคม ชาวนา(59) – จากรายงานของเหมา การเคลื่อนไหวของชาวนาในหูหนาน กล่าวสำหรับอำเภอต่างๆ ทางภาคกลางและภาคใต้หูหนานที่พัฒนาขึ้นแล้ว พอจะแบ่งคร่าวๆได้เป็น 2 ระยะ

ระยะที่ 1 นับจากเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งก็คือ ระยะจัดตั้ง

ในระยะนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน เป็นระยะที่ทำการเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนตอนกองทัพขับไล่จ้าวเหิงธิเป็นระยะที่ทำการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย

ในระยะนี้จำนวนสมาชิกสมาคมชาวนารวมทั้งสิ้นมีเพียง 3-4 แสนคน

ในชนบทยังมิได้ทำการต่อสู้อะไร ฉะนั้น วงการต่างๆ จึงไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์สมาคมนี้แต่อย่างใด โดยที่สมาชิกสมาคมชาวนาสามารถทำหน้าที่เป็นคนนำทาง เป็นคนสอดแนมและเป็นคนหาบหาม

ในหมู่นายทหารของกองทัพปราบขุนศึกภาคเหนือจึงยังมีผู้กล่าวถึงสมาคมชาวนาในทางดีอยู่บ้าง

ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคมปีนี้ นับเป็นระยะที่ 2 ซึ่งก็คือ ระยะปฏิวัติ สมาชิกสมาคมชาวนาเพิ่มพรวดถึง 2 ล้านคน

มวลชนที่อยู่ในการนำโดยตรงนั้นก็เพิ่มขึ้นถึง 10 ล้านคน

โดยที่ชาวนาสมัครเข้าสมาคมชาวนาส่วนมาก ครอบครัวหนึ่งลงชื่อเพียงคนเดียว ฉะนั้น เมื่อมีสมาชิก 2 ล้านคน ก็มีมวลชนประมาณ 10 ล้านคน

ในจำนวนชาวนาหูหนานมีการจัดตั้งขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว

เป็นต้นว่าที่อำเภอเซียงถาน เซียงเซียง หลิวหยาง ฉางซา หลี่หลิง หนิงเซียง ผิงเจียง เซียงยิน เหิงซาน เหิงหยาง เหล่ยหยาง เซินเซี่ยนและอันฮว่า เกือบทั้งหมดอยู่ในองค์กรจัดตั้งของสมาคมชาวนา

หรืออยู่ภายใต้การนำของสมาคมชาวนาทั้งสิ้น

เมื่อชาวนาได้มีการจัดตั้งอย่างกว้างขวางแล้วก็เริ่มปฏิบัติ ดังนั้น จึงได้ก่อการปฏิวัติใหญ่ในชนบทขึ้นเป็นประวัติการณ์ในชั่วระยะเวลา 4 เดือน

เป้าหมายสำคัญที่ชาวนาโจมตีนั้นคือ พวกเจ้าถิ่น ผู้ดีเลวร้ายและเจ้าที่ดิน

ที่ไม่แยแสต่อกฎหมายบ้านเมือง ส่วนความคิดและระบอบพ่อบ้านชนิดต่างๆ ข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวงในเมือง และขนบประเพณีอันเสื่อมทรามในชนบทก็พลอยโดนไปด้วย

นั่นคือ การขมวดปมของปัญหา นั่นคือ การสรุป

ความเห็นของเหมาก็คือ ทีท่าในการโจมตีนี้หนักหน่วงประหนึ่งพายุฝนกระหน่ำทีเดียว ใครตามก็รอด ใครขวางก็พินาศ ผลก็คือ อภิสิทธิ์ของเจ้าที่ดินศักดินาที่มีมานับหลายพันปีถูกพังทลายเสียแหลกลาญ

ศักดิ์ศรีและความโอหังของเจ้าที่ดินถูกบดขยี้จนหมดสิ้น

เมื่ออำนาจเจ้าที่ดินล้มไปแล้ว สมาคมชาวนาก็กลายเป็นองค์การอำนาจแต่องค์การเดียว และได้ทำถึงขนาดอย่างที่เรียกกันว่า “อำนาจทั้งปวงเป็นของสมาคมชาวนา” อย่างแท้จริง

แม้กระทั่งผัวเมียทะเลาะกันอันเป็นเรื่องมโนสาเร่ก็ต้องมาจัดการที่สมาคมชาวนา

ถ้าไม่มีคนของสมาคมชาวนาร่วมด้วยแล้ว เรื่องทั้งปวงก็ตกลงกันไม่ได้ ในชนบท สมาคมชาวนา เผด็จการทุกสิ่งทุกอย่างแท้ๆ ช่าง “พูดแล้วทำได้” เสียจริงๆ

คนภายนอกได้แต่ชมว่า สมาคมชาวนาดี จะว่าสมาคมชาวนาไม่ดีนั้นไม่ได้

พวกเจ้าถิ่น ผู้ดีเลวร้ายและเจ้าที่ดินที่ไม่แยแสต่อกฎหมายบ้านเมือง ถูกตัดสิทธิ์ในการพูดเสียสิ้น ไม่มีใครกล้าปริปากค้านสักครึ่งคำ

นี่คือสถานการณ์ใหม่ นี่คือการพลิกกลับของสถานการณ์

ภายใต้อานุภาพของสมาคมชาวนา พวกเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้ายชั้นหนึ่งก็หนีไปเซี่ยงไฮ้ พวกชั้นสองก็หนีไปฮันเค้า พวกชั้นสามก็หนีไปฉางซา พวกชั้นสี่ก็หนีเข้าตัวอำเภอ

ส่วนพวกเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้ายจากชั้นห้าและรองลงมาก็ยอมจำนนต่อสมาคมชาวนา พวกผู้ดีเลวร้ายกระจ้อยร่อยชั้นห้าพูดว่า “ฉันออก 10 หยวน ขอท่านได้โปรดรับฉันเข้าสมาคมชาวนาด้วยเถอะ” พวกชาวนาก็ตอบว่า “ถุยใครอยากได้เงินสกปรกของพวกมึง”

พวกเจ้าที่ดินขนาดกลางและขนาดเล็ก พวกชาวนารวยและกระทั่งพวกชาวนากลางไม่น้อย

ซึ่งแต่ก่อนคัดค้านสมาคมชาวนา บัดนี้กลับอ้อนวอนขอเข้าสมาคมชาวนา แต่เข้าไม่ได้ ข้าพเจ้าไปถึงไหนมักเจอคนจำพวกนี้มาขอร้องข้าพเจ้าว่า

“ท่านกรรมการที่มาจากมณฑลช่วยรับรองให้ด้วยเถอะ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน