วินิจฉัยคำสั่งคสช. – น่าสนใจกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้องนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฟ้องดำเนินคดีเป็นจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ฉบับที่ 5/2557, 57/2557, 29/2557 และ 42/2557

จากกรณีไม่ไปรายงานตัวต่อคณะรัฐประหาร 22 พ.ค.2557

คดีเริ่มจากศาลทหารก่อนโอนไปยังศาลพลเรือน โดยฝ่ายจำเลยยื่นโต้แย้งสรุปว่า ประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ ขัดต่อหลักนิติธรรม ข่มขู่ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม กำหนดโทษเกินแก่เหตุ

อีกทั้งเมื่อคสช.สิ้นอำนาจไปแล้ว วัตถุประสงค์ของคำสั่งเรียกบุคคลให้ มารายงานตัวจึงสิ้นสุดไปด้ว

จากคำโต้แย้งที่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมาแล้วว่า ประกาศคสช.ทั้ง 4 ฉบับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยในคำวินิจฉัยมีประเด็นน่าสนใจ อาทิ เป็นกฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล หรือการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลัง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม บังคับใช้มิได้

ขณะที่ทนายความจำเลยชี้ว่า จากคำวินิจฉัยนี้ ส่งผลให้บุคคลที่ถูกคำสั่งคสช.เรียกรายงานตัวแล้วไม่มา และเกรงกลัวความผิดจากการขัดคำสั่ง สามารถกลับเข้ามาประเทศได้ หากไม่มีข้อหาความผิดอื่น

แม้ผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พ.ค.2557 มา 7 ปีแล้ว แต่วันนี้ยังมีประชาชนกลุ่มคิดต่าง นักศึกษา นักการเมือง นักกิจกรรม นักประชาธิปไตยอีกจำนวนไม่น้อยต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ

หนีภัยเผด็จการคุกคาม

ปัจจุบัน คสช.สิ้นอำนาจไปแล้วก็จริง แต่ ผลพวงจากคำสั่งคสช.ต่างๆ หรือมาตรา 44 ที่ให้อำนาจสิทธิ์ขาดสูงสุดแก่หัวหน้ารัฐประหาร สร้างผลกระทบต่อสังคมไทยไว้มากมาย ทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และการเจริญเติบโตของประเทศ

ดังจะเห็นได้จากแผนยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของ 250 ส.ว. องค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งมีที่มาไม่เชื่อมโยงประชาชน หรือผู้แทนที่มาจากการเลือกของประชาชน

ส่วนกรณีผู้ที่เคยถูกกระทำจากคำสั่งคสช.ข้างต้น รวมทั้งอีกหลายคนที่ยังหลบหนี ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว เป็นกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

รัฐควรชดใช้เยียวยา คืนความเป็นธรรมด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน