ชาวนารวย ชาวนากลาง ชาวนาจน(64) – เหมาเห็นว่า ในการชุมนุมระลึกการปฏิวัติเดือนตุลาคม การชุมนุมคัดค้านอังกฤษและงานฉลองชัยปราบขุนศึกภาคเหนือในแต่ละตำบลต่างมีชาวนานับเป็นหมื่นๆถือธงใหญ่เล็ก
สลับด้วยไม้คาน จอบเสียม เดินขบวนสำแดงกำลังอย่างมโหฬาร
ตอนนี้แหละชาวนารวยจึงเริ่มพิศวงและตระหนกตกใจ ในงานฉลองชัยปราบขุนศึกภาคเหนือพวกเขาได้ยินว่า จิ่วเจียงก็ยึดได้แล้ว เจียงไคเช็กไม่ได้รับบาดเจ็บที่ขาและหวูเพ่ยฝูก็ถูกตีพ่ายไปแล้ว
ทั้ง“ลัทธิไตรราษฎร์จงเจริญ” “สมาคมชาวนาจงเจริญ” ฯลฯ
ก็เขียนไว้ใน “ใบประกาศเขียวแดง”(คำขวัญโฆษณา)อย่างชัดๆ “ชาวนาจงเจริญ ไอ้คนพวกนี้ก็ถือว่าเป็นในหลวงกับเขาด้วยหรือ” ชาวนารวยพิศวงและตระหนกตกใจเอามาก
สมาคมชาวนาจึงฮึกยิ่งนัก
คนของสมาคมชาวนาพูดกับชาวนารวยว่า “เอาพวกเอ็งลงทะเบียนต่างหากเสียเลย” หรือไม่ก็พูดว่า “อีกเดือนหนึ่งละก็ใครจะเข้าสมาคมต้องเสียค่าสมาชิกคนละ 10 หยวน”
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ชาวนารวยจึงค่อยเข้าสมาคมชาวนา
บางคนเสียค่าสมาชิก 50 เฟินหรือ 1 หยวน(ความจริงเก็บกันเพียง 100 อีแปะ) บางคนได้รับอนุญาตจากสมาคมชาวนาให้เข้าเป็นสมาชิกโดยไหว้วานคนอื่นไปช่วยพูดจาให้
แต่ก็ยังมีพวกหัวรั้นอีกจำนวนไม่น้อยที่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ได้เข้าสมาคม
ที่ชาวนารวยเข้าสมาคมนั้นส่วนมากมักจะให้คนแก่อายุปูน 60-70 ปีในครอบครัวของตนไปลงชื่อที่สมาคมชาวนา เพราะพวกเขากลัวจะถูก”จับเป็นทหาร”อยู่ตลอดเวลา
เมื่อเข้าสมาคมแล้วก็ไม่กระตือรือร้นที่จะทำงานให้สมาคมชาวนา
ส่วนพวกชาวนากลางเล่า ท่าทีของพวกเขาโลเล พวกเขาคิดว่าการปฏิวัติไม่มีประโยชน์อะไรต่อพวกเขามากนัก พวกเขายังมีข้าวสารจะกรอกหม้อ
และก็ไม่มีใครมาเคาะประตูทวงหนี้ในยามดึกดื่นค่ำคืน
พวกเขาก็อาศัยหลักเหตุผลที่ว่า เรื่องมันเคยมีมาก่อนหรือไม่เคยมีมาก่อน ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่แต่ลำพังคนเดียวว่า “สมาคมชาวนาจะตั้งอยู่ได้จริงหรือ”
“ลัทธิไตรราษฎร์จะเฟื่องขึ้นมาได้จริงหรือ”
ข้อสรุปของพวกเขาก็คือ “ไม่แน่นักกระมัง” พวกเขาคิดว่าเรื่องพรรค์นี้ต้องแล้วแต่สวรรค์ “ที่เขาตั้งสมาคม ชาวนากันนี่จะถูกใจฟ้าท่านหรือเปล่า ก็ไม่รู้” ในระยะที่ 1 นั้นคนของสมาคมชาวนาถือสมุดทะเบียนก้าวเข้าประตูบ้านชาวนากลางและพูดกับเขาว่า “ขอเชิญท่านเข้าสมาคมชาวนา”
ชาวนากลางตอบว่า “อย่ารีบร้อนไปเลย” จนกระทั่งถึงระยะที่ 2 เมื่อสมาคมชาวนาเรืองอำนาจมากแล้วชาวนากลางจึงเข้าสมาคมชาวนากัน ท่วงท่าที่แสดงออกในสมาคมดีกว่าชาวนารวย
แต่ยังไม่ค่อยจะเอาการเอางานนักในชั่วระยะหนึ่ง พวกเขายังต้องการดูต่อไปสักพัก
การที่สมาคมชาวนาดึงชาวนากลางเข้าสมาคมและชี้แจงต่อพวกเขาให้มากๆนั้นเป็นการจำเป็นทีเดียว
เหมาเข้าใจท่วงท่าของชาวนารวย ชาวนากลางอย่างลึกซึ้ง
ความสนใจอย่างลึกซึ้งของเหมาจึงพุ่งไปยังชาวนาจน โดยสรุปออกมาว่า ในชนบทกำลังสำคัญที่ต่อสู้มาอย่างทรหดอยู่ตลอดเวลานั้นคือ ชาวนาจน
สภาพของชาวนาจนในสายตาเหมาเป็นอย่างไร
ชาวนาจนได้ต่อสู้อย่างแข็งขันอยู่ในชนบทตั้งแต่สมัยใต้ดินจนถึงสมัยเปิดเผย พวกเขาเชื่อฟังการนำของพรรคคอมมิวนิสต์ที่สุด พวกเขาเป็นคู่อาฆาตของ เจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้าย
พวกเขาได้เข้าตีค่ายของเจ้าถิ่นและผู้ดีเลวร้ายโดยมิได้ลังเลแม้แต่น้อย
พวกเขาพูดกับชาวนารวยว่า “พวกข้าเข้าสมาคมชาวนาตั้งนานแล้ว พวกเอ็งทำไมยังลังเลกันอยู่อีกเล่า” ชาวนารวยตอบด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยว่า “พวกเอ็งน่ะ เหนือหัวไม่มีกระเบื้องแม้สักแผ่นใต้ตีนก็ไม่มีที่ดินแม้เท่าปลายเข็ม ทำไมเล่าจะไม่เข้าสมาคมชาวนา”
จริงทีเดียว พวกชาวนาจนไม่กลัวว่าจะสูญเสียอะไรไป ในหมู่พวกเขามีจำนวนมากที่ “เหนือหัวไม่มีกระเบื้องแม้สักแผ่น ใต้ตีนไม่มีที่ดินแม้เท่าปลายเข็ม”จริงๆ
แล้วเรื่องอะไรพวกเขาจะไม่เข้าสมาคมชาวนากันล่ะ