ปลุกปั่น ชาวนา ให้แข็งข้อ (67) – เหมาได้ถือโอกาสรำลึกถึงความหลัง แต่ก่อนเมื่อครั้งข้าพเจ้ายังเป็นนักเรียนอยู่เวลากลับไปบ้านก็เห็นชาวนาเขาคัดค้าน “โรงเรียนแบบนอก” กัน

ข้าพเจ้าก็หายใจจมูกเดียวกันกับพวก “นักเรียนแบบนอก”และ “ครูแบบนอก”

โดยยืนอยู่ในผลประโยชน์ของโรงเรียนแบบนอก และมักจะเห็นว่าชาวนาก็มีส่วนที่ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง สาธารณศก 14 (ปี 1925) ข้าพเจ้าไปอยู่ชนบทเป็นเวลาครึ่งปี

เวลานั้นข้าพเจ้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และมีทรรศนะลัทธิมาร์กซ์แล้ว

จึงได้เข้าใจว่าข้าพเจ้าผิดไป เหตุผลของชาวนานั้นถูกต้อง แบบเรียนที่ใช้กันในโรงเรียนชั้นประถมในชนบทกล่าวถึงแต่เรื่องในเมืองทั้งนั้น ไม่สอดคล้องกับความต้องการในชนบท

ท่วงท่าที่ครูโรงเรียนชั้นประถมปฏิบัติต่อชาวนาก็เลวมาก

แทนที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือชาวนากลับเป็นผู้ที่ชาวนาชังน้ำหน้ากัน เพราะฉะนั้น ชาวนาจึงสู้ต้อนรับนักเรียนแบบเก่า (ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “โรงเรียนแบบนอก”)

และสู้ต้อนรับซินแสสำนักเรียนแบบเก่า ไม่ขอต้อนรับครูโรงเรียน ชั้นประถม

บัดนี้ พวกเขากลับตั้งโรงเรียนกลางคืนเป็นการใหญ่ โดยเรียกว่าโรงเรียนชาวนา บางแห่งได้ตั้งกันขึ้นแล้ว บางแห่งกำลังเตรียมการอยู่ เฉลี่ยแล้วมีตำบลละ 1 แห่ง

ชาวนาได้ตั้งโรงเรียนประเภทนี้ด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้า

โดยเห็นว่าโรงเรียนประเภทนี้เท่านั้นที่เป็นโรงเรียนของเขาเอง ค่าใช้จ่ายในโรงเรียนกลางคืนเบิกมาจากเงินสาธารณะที่ได้จากความเชื่อถืองมงาย เงินสาธารณะจากศาลบูชาบรรพชน

ตลอดจนเงินและทรัพย์สินสาธารณะอื่นๆ ที่จมอยู่เปล่าๆ

เงินสาธารณะเหล่านี้ศึกษาธิการอำเภอจะเบิกไปสร้างโรงเรียนประชาบาล ซึ่งก็คือ “โรงเรียนแบบนอก” ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชาวนา ส่วนชาวนาจะเบิกไปสร้างโรงเรียนชาวนา

ผลของการถกเถียงกันก็คือ ต่างฝ่ายต่างได้ไปบ้างและบางแห่งชาวนาได้ไปทั้งหมด

ผลจากการคลี่คลายขยายตัวของการเคลื่อนไหวชาวนาก็คือ ระดับวัฒนธรรมของชาวนาได้ยกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่ช้าทั่วทั้งมณฑลก็จะมีโรงเรียนหลายหมื่นแห่งอุบัติขึ้นในชนบท

นี่คือความประทับใจจากมุมมองของเหมา

หากอ่าน “วิพากษ์ประธานเหมา” ของ เชาวน์ พงษ์พิชิต ก็จะเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในเดือนมีนาคม 1927 เหมาได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารกลางของพรรคก๊กมินตั๋ง

โดยมีต้นฉบับ “รายงานสำรวจการเคลื่อนไหวชาวนาในมณฑลหูหนาน” ติดตัวไปด้วย

กองทัพปราบขุนศึกภาคเหนือไปถึงนครหวู่ฮั่นก่อน เมื่อเดือนธันวาคม 1926 ทั้งพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์คู่พันธมิตรที่กำลังจะแตกแยกกันอยู่นั้นได้ย้ายสำนักงานกลางมาตั้งที่หวู่ฮั่นแล้ว

เหมาตั้งสาขาสำนักสอนและเรียนกระบวนการชาวนาอีกแห่งหนึ่งที่หวู่ฮั่น

โดยยังคงรูปโดยพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ร่วมกันจัดเอาไว้ เหมาสอนที่สำนักนี้ในครึ่งปีแรกของปี 1927 แต่เวลาที่อยู่ร่วมงานกับพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งใกล้ถึงจุดอวสานนั้น

“รายงานสำรวจการเคลื่อนไหวชาวนาในมณฑลหูหนาน” ได้รับการเผยแพร่ออกไปแล้ว

ทำให้พวกผู้นำของพรรคก๊กมินตั๋งตระหนกตกใจมาก ปัญหาที่เหมานำเสนอให้ชาวนาเอาที่ดินของเจ้าที่ดินไปทำกินนั้นเป็นที่ถกเถียงกันในคณะกรรมการบริหารของพรรคก๊กมินตั๋ง

รวมทั้งในคณะกรรมการที่ดินที่เพิ่งตั้งขึ้น

คณะกรรมการบริหารกลางพรรคก๊กมินตั๋งมีความเห็นอย่างไรต่อรายละเอียดอันปรากฏใน “รายงานสำรวจการเคลื่อนไหวชาวนาในมณฑลหูหนาน” ของเหมา

เชาวน์ พงษ์พิชิต ระบุว่า

ในสายตาของพรรคก๊กมินตั๋ง การเสนอให้ชาวนาเอาที่ดินของเจ้าที่ดินไปทำกินนั้นเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะว่าขุนนางทั้งหลายที่กำลังรับใช้การปราบขุนศึกภาคเหนืออยู่นั้นต่างก็มีที่ดินเป็นจำนวนมาก

เหมารู้ดีว่าเวลาที่ต้องแตกหักกับพรรคก๊กมินตั๋งนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว

วังจิงไว ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ผู้บังคับบัญชาของเหมาขณะที่อยู่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ได้เขียนจดหมายถึงเหมา ขนานนามเหมาเจ๋อตงว่า

“ผู้ปลุกปั่นชาวนาให้แข็งข้อ”

เสถียร จันทิมาธร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน