ย้ายประเทศกันเถอะ – กระแสย้ายประเทศกันเถอะ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง มีคนเข้าร่วมสนับสนุนอย่างฉับพลันทันทีจำนวนหลายแสนคนนั้น
แม้จะเกิดข้อสงสัยว่า จะย้ายกันจริงๆ หรือ คำตอบ คงมีอยู่ว่า ส่วนใหญ่อยากย้ายไปจริงๆ อย่างแน่นอน เพียงแต่รู้ว่าคงไม่สามารถย้ายกันได้ง่ายๆ
จึงเป็นเหมือนคำประกาศ ไม่อยากทนอยู่กับสภาพบ้านเมืองเช่นนี้อีกต่อไป อะไรทำนองนั้น
การไม่ทนอีกต่อไป อาจไม่ได้หมายความว่าจะย้าย หนีไป ลงเอยอาจกลายเป็นพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง
เพื่อสุดท้ายไม่ต้องย้ายประเทศอีกแล้ว ถ้าประเทศนี้มีสภาพที่ดีกว่าเดิม!
เหล่านี้คือสัญญาณจากคนรุ่นใหม่ ที่ผู้มีอำนาจควร รับฟัง รวมทั้งต้องถามตัวเองด้วยว่า บริหารประเทศชาติกันอย่างไร ทำให้ผู้คนตะโกนร้องไม่อยากอยู่ต่อไป อีกแล้ว
แล้วทำไมจึงเกิดกระแสนี้!?
จะว่าไปแล้ว หลายปีก่อนนี้ คนรุ่นใหม่ในบ้านเมืองเราโดยส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมายไปเรียนต่อต่างประเทศ จบแล้วทำงานที่นั่นให้ได้ ยิ่งตอนเกิดรัฐประหาร 2557 ยิ่งไม่อยากฝากอนาคตไว้ที่นี่
จนกระทั่งเกิดพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่ ปลุกให้คนใน วัยเรียนวัยเพิ่งทำงาน วัยเพิ่งสร้างครอบครัว หันมาสนใจการเมืองครั้งใหญ่
การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 จึงมีคนหนุ่มสาวเดินเข้าคูหามากมาย ก่อนจะผิดหวัง
ด้วยผลการเลือกตั้ง ที่เสียงประชาชนถูกบิดเบือน โดยอำนาจ 250 ส.ว. ตามด้วยการเล่นงานนักการเมืองและพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่
เท่ากับผลักคนรุ่นใหม่ให้ลงถนน กลายเป็นม็อบ!
การต่อสู้ของขบวนการคนหนุ่มสาว ยังยืดเยื้ออยู่ และมีแนวโน้มไปสู่จุดแตกหัก เนื่องจากท่าทีผู้มีอำนาจไม่รับฟัง
รัฐธรรมนูญไม่ยอมแก้ ยื้อไปเรื่อยอย่างไม่แยแส ตามด้วยจับกุมคุมขัง ทั้งที่คดียังไม่ตัดสิน และอื่นๆ
ซ้ำสถานการณ์โควิด เต็มไปด้วยความผิดพลาด จัดหาวัคซีนล่าช้าเพราะมีวาระพิเศษ ต้องแทงม้าตัวเดียว อะไรเหล่านี้!
ด้านหนึ่งก็ยังสู้กันต่อไป แต่อีกด้านการสร้างปรากฏการณ์ย้ายประเทศกันเถอะ ก็คือการประจาน
อันที่จริงถ้าผู้มีอำนาจเลิกเชื่อข้อมูลเชยๆ ที่ว่า มีมหาอำนาจแทรกแซง มีคนปลุกปั่นชักใย
มองสาระข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ แล้วหาทางออกที่เหมาะสมลงตัวทุกฝ่าย
การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง
ไม่ใช่ใช้อำนาจ ใช้กฎหมาย ใช้คุกตะราง
หาทางให้สังคมไทยคลี่คลายอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องมีใครประจานว่าอยากย้ายประเทศแล้ว!
วงค์ ตาวัน