เบื้องหน้า ปัญหา ของชาวนา(69) – มีความแตกต่างกันอย่างแน่นอนระหว่างความคิดและกระบวนการของเฉินตุ๊ซิ่วกับของเหมาต่อปัญหาของชาวนา เป็นความแตกต่างที่ทำให้ต้องเดินสวนทางกันอย่างแหลมคมยิ่งในทางการเมือง

สัมผัสได้จากข้อมูล 2 ข้อมูลต่างกรรมต่างวาระ

เดือนกรกฎาคม 1926 เฉินตุ๊ซิ่วได้กำหนดนโยบายซึ่ง ทวีป วรดิลก ระบุว่าเป็นการ“กำจัดการต่อสู้ของชาวนา” ต่อมาในเดือนกันยายนก็สั่งห้ามชาวนาจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครของตนขึ้น

ในด้านการทหาร ตามรายงานของโจวเอินไหล

ก็ได้รับคำสั่งด่วนจากเฉินตุ๊ซิ่วในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ให้ ร่วมมือกับพรรคก๊กมินตั๋งโดยไม่ต้องดำเนินการจัดตั้งในทางการเมืองไว้เพื่อเป็นกำลังสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด

น่าสนใจก็ตรงที่การเคลื่อนไหวของเหมา

เดือนธันวาคมเหมากลับมาจากฉางซาและได้เป็นผู้กล่าวคำปราศรัยต่อสมัชชาคนงานและชาวนาแห่งหูหนานซึ่งเปิดประชุมขึ้นระหว่างวันที่ 20-29 ธันวาคม 1926

และเหมาก็ได้รับเลือกเป็นประธานด้วย

วันที่ 24 ธันวาคม อาจกล่าวได้ว่าเป็นวาระแรกแห่งชัยชนะทางการเมืองของเหมานับตั้งแต่ก้าวเดินมาบนเส้นทางของนักปฏิวัติ ขณะเสียงระฆังดังกังวานขึ้น เมื่อเวลา 8 นาฬิกาตรง

ก็มีเสียงประกาศว่า “เหมาเจ๋อตงเซียงเซิน” (คำยกย่องในฐานะสุภาพบุรุษ)

ต่อด้วยประโยคขยาย “ผู้เกิดในอำเภอเซียงถาน มณฑลหูหนาน เหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำการปฏิวัติจีน เป็นผู้มีความสนใจเป็นพิเศษต่อการเคลื่อนไหวต่อสู้ของชาวนา”

ในคำปราศรัยเหมาระบุว่า ได้มีการจัดตั้งชาวนาขึ้นเป็นจำนวนถึง 1,200,000 คนแล้ว

แนวร่วมระหว่างคนงาน ชาวนา พ่อค้าและนักเรียนนักศึกษาเป็นความจำเป็น การปฏิวัติต้องการความสามัคคีของชนชั้นที่ปฏิวัติทุกชนชั้น โดยพื้นฐานแล้ว การปฏิวัติของประชาชาติจีนเป็นการปฏิวัติของชาวนาภายใต้การนำของชนชั้นคนงาน

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยชาวนา ทวีป วรดิลก ระบุ จะเห็นได้ว่าความคิดเห็นของเหมานี้ตรงข้ามกับความคิดเห็นของเฉินตุ๊ซิ่วและจางกว๋อเถาโดยสิ้นเชิง

อุปสรรคต่างๆ ที่เป็นปัญหามากมายจึงยังคงมีอยู่

เนื่องจากเหมาได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามนโยบายที่ตนไม่เห็นด้วยเลย ทวีป วรดิลก เปิดเผยด้วยว่า ก๊กมินตั๋งร้องไปยังผู้แทนของตนที่มอสโกหาว่า คนงานและชาวนาจีน “รุนแรงเกินไป”

โบโรดินได้รับแจ้งจากเจียงไคเช็กเป็นเชิงตะคอกใส่ว่า

สถานการณ์ในหูหนานควบคุมไม่ได้แล้วเพราะมีเหตุการณ์หลายครั้งอุบัติขึ้นที่แสดงว่าคนงานและชาวนารุนแรงเกินไป จึงได้มีคำสั่งไปยังสหภาพแรงงานต่างๆ ให้ “ยับยั้ง”คนงาน

และให้ผู้ปฏิบัติงานด้านชาวนา “ยับยั้ง” ชาวนาหูหนานไว้

เหมาเองได้รับคำสั่งให้ “สกัดและขัดขวาง” และให้แจ้งต่อสมัชชาคนงานและชาวนาว่า ให้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัด แต่จากกระแสความตื่นตัวอันแรงกล้าของพลังชาวนา

เหมาก็ตระหนักได้ดีว่า ถ้ามีการตัดสินใจผิดพลาดขึ้น

ก็อาจเกิดผลเสียหายร้ายแรงใหญ่หลวงได้ ดังนั้น เหมาจึงไม่ได้ระงับยับยั้งความ ตื่นตัวใดๆ ของคนงานและชาวนาให้เป็นไปตามที่เฉินตุ๊ซิ่วต้องการ

นั่นก็คือ ปัญหาที่เหมาประสบในห้วงตั้งแต่ปี 1926 กระทั่งปี 1927

จากนี้จึงเห็นได้ว่า สถานการณ์ทางการเมืองตลอดทั้งปี 1926 เป็นสถานการณ์ อันสะท้อนไม่เพียงแต่การเบียดขบของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์

หากแม้แต่ในหมู่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันก็มีปัญหา

ที่คณะกรรมการจัดพิมพ์สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ระบุรากฐานของ 2 บทนิพนธ์สำคัญของเหมาจึงนับว่าถูกต้อง

ไม่ว่าจะเป็น “การวิเคราะห์ชนชั้นต่างๆ ในสังคมจีน” เมื่อเดือนมีนาคม 1926

ไม่ว่าจะเป็น “รายงานสำรวจการเคลื่อนไหวชาวนาในมณฑลหูหนาน” เมื่อเดือนมีนาคม 1927 อันเท่ากับเป็นการสะท้อนรูปธรรมของปัญหาและความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้น

นี่ย่อมชี้ทิศทางของเหมาในกาลข้างหน้าได้เป็นอย่างดีว่าจะก้าวเดินไปในทิศทางใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน