วิบากกรรม ปัญหา ชาวนา (70) – ทวีป วรดิลก ระบุว่า ในระหว่างที่คณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่ระหว่างความ สับสนทั้งๆ ที่เงื่อนไขภายในจีนเองกำลังเป็นประโยชน์ต่อการปฏิวัติของจีนแต่ ผู้ชี้ขาดโชคตะชตาของการปฏิวัติไม่ได้อยู่ในจีน

หากแต่อยู่ในมอสโก และผู้นำในมอสโกก็ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านการปฏิวัติ ของชาวนา

ขณะนั้นสตาลินสนับสนุนการปลุกระดมชาวนา แต่เมื่อมีรายงานเข้ามาบ่อยครั้งเข้าก็ทำให้เปลี่ยนไปได้ จากโทรเลขของสตาลินที่ส่งมายังจีนในเดือนตุลาคม 1926

สตาลินสั่งมาให้ “ระมัดระวังและยับยั้งความรุนแรง” ไว้

แสดงว่าสตาลินไม่รู้ถึงสถานการณ์ในขณะนั้นของจีน เฉินตุ๊ซิ่วก็ฉวยเอาประโยชน์จากโทรเลขฉบับนี้ทันที แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนสตาลินก็เปลี่ยนความคิด

“รายงานที่เราได้รับไม่ตรงต่อความจริง” สตาลินกล่าว

และก็ออกคำสั่ง “ปฏิวัติโดยโทรเลข” ไปใหม่ ให้ “สนับสนุนการระดมกำลังชาวนาขึ้นมาสู้รบ” ในเดือนเดียวกันนั้นเอง

นี่คือสภาพการณ์ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนประสบ

ภายใต้การนำของสตาลิน โคมินเทิร์นก็ได้กลับมติเดิมในสมัยประชุมที่ 7 ซึ่งคยสนับสนุนให้ยังยั้งความรุนแรงของชาวนาไว้ แต่สถานการณ์ก็มีแต่ความยุ่งยากสับสนยิ่งขึ้นไปอีก

เพราะโทรเลขฉบับนี้เฉินตุ๊ซิ่วไม่เคยเอามาให้กรรมการกรมการเมืองคนใดหรือเหมาได้เห็นเลย

ตราบจนกระทั่งเวลาล่วงไปแล้วนานมาก แม้ว่าต่อมาสตาลินจะเคยกล่าว “ไม่เคยจะมีใครชี้นำการ ปฏิวัติโดยทางโทรเลขได้” แต่เหตุการณ์ในจีนขณะนั้นการปฏิวัติดำเนินไปโดยทางโทรเลขจริงๆ

ยิ่งไปกว่านี้ เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อคณะกรรมการกรมการเมืองไม่กล้าตัดสินใจนอกจากจะรอฟังคำชี้นำทางโทรเลขซึ่งกว่าจะมาถึงเหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปเสียอีกแล้ว ความยุ่งยากสับสนจึงสุดที่จะประมาณได้

กล่าวสำหรับเหมา ไม่ยอมระงับยับยั้งการระดมกำลังของชาวนา

มิหนำซ้ำ ในที่ประชุมใหญ่สมัชชาคนงานและชาวนายังลงมติให้ริบที่ดินของเจ้าที่ดินอีกด้วย ระหว่างวันที่ 4 มกราคม ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1927 ก็ได้ออกสำรวจอันเป็นที่มาแห่งบทนิพนธ์

“รายงานสำรวจการเคลื่อนไหวชาวนาในมณฑลหูหนาน”

จากมุมของ ทวีป วรดิลก ข้อเขียนชิ้นนี้ของเหมาซึ่งเป็นงานเขียนอันขึ้นชื่อลือชาที่สุดเรื่องหนึ่งได้แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งถึงการตื่นตัวทางการเมืองและพลังปฏิวัติของชาวนาจีน

ได้พิมพ์ในฉบับอภินันทนาการในนิตยสารรายสัปดาห์ของพรรคก๊กมินตั๋ง

ฉบับประจำวันที่ 27 มีนาคม 1927 ประโยคของเหมาที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดก็ได้แก่ปัญหาการปฏิวัติที่ว่า “การปฏิวัติไม่เหมือนกับการเชิญผู้คนมากินเลี้ยง หรือเขียนความเรียง

หรือวาดภาพ หรือเย็บปักถักร้อยเล่น

การปฏิวัติไม่ใช่ความวิจิตรบรรจง นุ่มนวลหรือละมุนละม่อม เมตตากรุณา การจำกัดตนเองหรือโอบอ้อมอารี การปฏิวัติคือการลุกฮือขึ้นก่อการกบฏ

คือการกระทำด้วยความรุนแรงโดยชนชั้นหนึ่งโค่นล้มอีกชนชั้นหนึ่ง

การปฏิวัติในชนบท คือการปฏิวัติซึ่งชาวนาโค่นล้มอำนาจปกครองของเจ้าที่ดินศักดินา ถ้าชาวนาไม่ใช้กำลังของตนจนถึงขีดสุด ก็ย่อมจะไม่สามารถโค่นล้มเจ้าที่ดินที่มีรากเหง้ามานับด้วยพันๆ ปีลงได้

ในดินแดนต่างๆ ของชนบทจะต้องมีกระแสคลื่นการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่แรงกล้าพุ่งขึ้นสูง”

เหมาส่งรายงานเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการกลางของพรรคเพื่อให้พิจารณากำหนดนโยบายใหม่ว่าด้วยเรื่องชาวนาแต่ไม่ได้ผล เมื่อมีการประชุมชาวนาระหว่างมณฑลขึ้นที่หวู่ฮั่น

เหมาเข้าร่วมประชุมด้วยและก็ได้เสนอรายงานนี้

พร้อมทั้งเสนอให้มีการริบที่ดินมาจัดสรรให้แก่ชาวนา ที่ประชุมซึ่งมีเพิงพ่าย สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่สนใจปัญหาชาวนาเป็นพิเศษเช่นเดียวกับเหมาก็เห็นชอบด้วย

และก็ให้นำเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาสมัยที่ 5 ของพรรค

มิได้เป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด ในบรรยากาศแห่งความสับสน และจัดกระบวนในทางความคิด เพราะในที่สุดคณะกรรมการกลางของพรรคก็ปฏิเสธอีกเช่นเคย

นี่คือวิบากกรรมของเหมาในการผลักดันความคิดเรื่องการต่อสู้ของชาวนา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน