การขึ้นมา ของ เจียงไคเช็ก(72) – ข้อมูล จุง ชาง จอน ฮัลลิเดย์ ระบุว่า เจียงไคเช็กเป็นนายทหารมืออาชีพ ตามภาพลักษณ์ในสายตาสาธารณชน เป็นคนสุขุมเยือกเย็น ค่อนข้างเฉยเมยและปราศจากอารมณ์ขัน

เคยเข้ารับการฝึกอบรมที่ญี่ปุ่น

ในปี 1923 ครั้งที่มีตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารบก เจียงคือหัวหน้าคณะปฏิบัติภารกิจที่เดินทางไปยังโซเวียตรัสเซีย ตอนนั้นรัสเซียมองว่าเขาเป็น “ฝ่ายซ้ายในพรรคชาตินิยม”

และ “ใกล้เคียงกันกับเรามาก”

แต่การไปเยือนรัสเซียเป็นเวลา 3 เดือนทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายต่อต้านโซเวียตโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างชนชั้น เพราะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ที่มอสโกยืนยันจะแบ่งแยกสังคมจีนเป็นชนชั้นต่างๆ และทำให้แต่ละชนชั้นต่อสู้กันเอง

เมื่อกลับมาแล้วเจียงก็ไม่เคยเผยความคิดเห็นที่แท้จริงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ ตรงกันข้าม กลับทำให้โบโรดินเชื่อว่าเขามี“ท่าทีเป็นมิตรกับเรามากที่สุดและแสดงความกระตือรือร้นออกมาอย่างเต็มที่”

เจียงไคเช็กซ่อนเจตนาที่แท้จริงไว้ด้วยเหตุผลง่ายๆเพียงข้อเดียว นั่นก็คือ เหตุผลที่ว่าพรรคชาตินิยมจำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือทางการทหารของรัสเซียเพื่อเป้าหมายในการยึดครองประเทศจีน

เจียงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของพรรคชาตินิยม

ได้ซุ่มเตรียมการแยกตัวอยู่แล้วอย่างเงียบๆ และได้ลงมือโยกย้ายฝ่ายคอมมิวนิสต์บางคนออกไปจากตำแหน่งสำคัญๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 1926 เป็นเหตุให้รัสเซียเริ่มวางแผนหาวิธีกำจัดเขาออกไป

สายลับรัสเซียในกวางตุ้งคนหนึ่งเล่าว่า พวกเขามีความคิดที่จะ“ถ่วงเวลาไว้ก่อนขณะที่เตรียม“คิดบัญชี”กับนายพลผู้นี้(เจียง)” อีก 1 ปีต่อมา คือในปี 1927 โบโรดินได้ออก คำสั่งลับให้จับกุมเจียง แต่ก็ไม่เคยมีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าว

ทันทีที่รัฐบาลปักกิ่งตีพิมพ์เอกสารออกมาเรื่องแผนทำลายล้างของรัสเซีย

เจียงก็ลงมือปฏิบัติการ วันที่ 12 เมษายน 1927 เขาออกประกาศฉบับหนึ่งมีเนื้อหาสำคัญคือ ให้จับกุมพวกคอมมิวนิสต์ เริ่มลงมือที่เซี่ยงไฮ้อันเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์

และเป็นเมืองที่เจียงพำนักอยู่เป็นแห่งแรก

ตรวจสอบกับฐานข้อมูล บุญศักดิ์ แสงระวี การร่วมมือครั้งที่ 1 ระหว่างพรรค ก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์มีประสิทธิผลเป็นที่น่าชื่นชม เนื่องจากการช่วยเหลือของพรรคคอมมิวนิสต์ กองทัพปราบขุนศึกภาคเหนือ

กรีธาทัพออกจากที่ตั้งไม่ถึง 10 เดือนก็สามารถทำลายกองกำลังหลักอู๋เพ่ยฟู ซุนฉวนฟาง

บุกจากลุ่มแม่น้ำจูเจียงทางกว่างโจวไปจนถึงลุ่มแม่น้ำฉางเจียงทางเหนือ โจมตีอิทธิพลการปกครองของลัทธิจักรวรรดินิยมและขุนศึกศักดินาในประเทศจีนอย่างหนัก

เจียงไคเช็กในฐานะเป็นผู้บัญชาการสูงสุด กองทัพปราบขุนศึกภาคเหนือ

ก็มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นจากนี้และสามารถกุมกำลังทหารไว้ได้ ก่อนหน้านี้เจียงใช้ความพยายามหลอกลวงซุนยัตเซ็นให้ไว้วางใจ แสดงตัวให้เห็นว่าเป็นศิษย์ผู้ซื่อตรงจงรักต่อซุนยัตเซ็น

สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ เลียนแบบโซเวียต ช่วยเหลือกรรมกรชาวนา

ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่าคนอื่นใดทั้งสิ้นตามความเห็นของซุนยัตเซ็นจนซุนยัตเซ็นหลงเชื่อให้อำนาจเต็มที่

อำนาจทางการทหาร อำนาจทางการเมืองจึงอยู่ในมือของเจียง

เหมากล่าวถึงเจียงไคเช็กในสมัยนั้นว่า “อาศัยสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือ อาศัยการร่วมมือครั้งที่ 1 ระหว่าง 2 พรรค อาศัยในเวลานั้นประชาชนยังไม่รู้แผนการร้ายที่แฝงเร้นอยู่ในใจเขาอย่างชัดเจนยังคงให้การสนับสนุน จึงสามารถก้าวขึ้นสู่การมีอำนาจได้เต็มตัว”

ฤดูใบไม้ผลิ 1927 เมฆดำทะมื่นก็เริ่มแผ่คลุมไปทั่วประเทศจีน วันที่ 12 เมษายน เจียงก็เผยโฉมหน้าเหี้ยมเกรียมของตนออกมาให้เห็นชัด

ยกดาบเพชฌฆาตของเขาขึ้น

ก่อรัฐประหารปฏิปักษ์ปฏิวัติ “12 เมษายน” เพื่อกีดกันขจัดพรรคคอมมิวนิสต์ที่ขวางทางเขาออกไป สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก

นี่ย่อมเป็นรัฐประหาร“จริง”หลังจากที่เคย“ซ้อม”เมื่อเดือนมีนาคม 1926

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน