สงคราม ปราบขุนศึก ภาคเหนือ (73) – การย้อนกลับไปอ่านการเมืองทมิฬตอน “อั้งยี่ครองเมือง” จากการเรียบเรียงของ ทวีป วรดิลก ซึ่งเคยตีพิมพ์ใน “มติชนสุดสัปดาห์” และรวมพิมพ์เป็นเล่มโดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจเมื่อปี 2533
มีความจำเป็น
ฤดูร้อนปี 1926 กองทัพบุกภาคเหนือภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพใหญ่เจียงไคเช็กบุกขึ้นไปเป็น 2 ง่าม ง่ามหนึ่งรุกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือโดยมีหวู่ฮั่นเป็นเป้าหมาย
กองทัพนี้ประกอบด้วยกำลังฝ่ายซ้ายเป็นส่วนใหญ่
ส่วนอีกง่ามหนึ่งซึ่งเจียงไคเช็ก บัญชาการด้วยตนเองมีกำลังทหารหวางผู่ที่เจียงไว้ใจอย่างที่สุดเป็นแกนสำคัญ มุ่งไปทางตะวันออกเฉียงเหนือมีหนานซางและเซี่ยงไฮ้เป็นเป้าหมาย
ระหว่างเดินทัพ ผู้ปฏิบัติงานและนักปลุกระดมคอมมิวนิสต์
ก็ได้ปลุกระดมคนงานและชาวนาตามท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในเมืองและชนบท ให้พยายามบ่อนทำลายกำลังและที่มั่นทางทหารของขุนศึก
ตลอดจนการติดต่อคมนาคมทั้งทางรถไฟและโทรเลขด้วย
การปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานคอมมิวนิสต์ได้ผลเป็นอย่างดี และก็เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวนาได้ชำระบัญชีกับพวกเจ้าที่ดินที่โหดร้าย รวมตลอดทั้งชนชั้นคหบดีด้วย
ในส่วนเจียงพยายามเดินทัพอย่างช้าๆ หลีกเลี่ยงการสู้รบ
โดยมีเจตนาที่จะให้กำลังทหารที่ตนไว้ใจได้จริงๆ ไม่ประสบกับความเสียหายใดๆ เลย และก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชำระบัญชีระหว่างชาวนากับเจ้าหน้าที่ดินและพวกคหบดีด้วย
ชัยชนะของกองทัพที่รุกไปหวู่ฮั่นก่อให้เกิดความหวาดกลัวและตื่นตระหนก
ในขณะเดียวกันกับที่กองทัพภายใต้การนำของเจียงซึ่งมุ่งไปคนละทางเป็นที่ยกย่องของชาวต่างประเทศ เจ้าที่ดินและคหบดีว่าการยาตราทัพของแม่ทัพคนนี้มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบอย่างจริงจัง
ข้อมูลของ ทวีป วรดิลก นี้เมื่อนำไปประสานกับบทนิพนธ์ “รายงานสำรวจการเคลื่อนไหวชาวนาในมณฑลหูหนาน” ของเหมาซึ่งเขียนขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 1927
ก็จะสอดรับกับสภาพที่ถ่ายสะท้อนขึ้นมา
กองทัพก๊กมินตั๋งที่ประกอบด้วยกำลังของฝ่ายซ้ายสามารถพิชิตหวู่ฮั่นได้ในเดือนตุลาคม 1926 ต่อมาทั้งก๊กมินตั๋งเสรีนิยมกับคอมมิวนิสต์ก็สามารถควบคุมมณฑลหูหนานและหูเป่ยได้
ในเดือนธันวาคมก็ยึดมณฑลเจียงซีและฟูเจี้ยน
รัฐบาลก๊กมินตั๋งก็ได้ย้ายจากกว่างโจวไปหวู่ฮั่นอันเป็นแหล่งกำเนิดการปฏิวัติซิงไฮ่เมื่อปี 1911 โค่นอำนาจระบอบกษัตริย์ของแมนจูเมื่อ 15 ปีก่อน
บุคคลสำคัญของก๊กมินตั๋งที่เดินทางไปถึงได้แก่ มาดามซุน รวมทั้งโบโรดินด้วย
ปรากฏว่าพลพรรคของเมืองทั้ง 3 คือ หวู่ซาง ฮั่นหยางและฮั่วโข่ว ราว 300,000 คนเศษชุมนุมกันต้อนรับผู้นำก๊กมินตั๋งในวันที่ 3 มกราคม 1927 มวลชนหวู่ฮั่นก็ระดมกำลังกัน
ยึดเขตสัมปทานที่บริติชครอบครองสมัยแมนจูกลับคืนมาเป็นของจีน
แถมยังยึดเขตสัมปทานที่จิ่วเจียงด้วย รัฐบาลบริติชตกอยู่ในภาวะจำยอม แต่ในขณะที่ไม่ต่อต้านใดๆ ก็ได้ระดมกำลังทหารจำนวนมากมาไว้ที่เซี่ยงไฮ้
เพื่อป้องกันมหานครอันมีความสำคัญยิ่งของตนต่อไป
เมื่อประมวลเอาความสำเร็จในการทำสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือโดยมีการปลุกระดมกรรมกรชาวนาเป็นพื้นฐานในแต่ละจุดหนุนช่วยกำลังทางทหาร
นี่คือการประสานและความร่วมมืออันยอดเยี่ยมยิ่ง
นับแต่พรรคก๊กมินตั๋งจับมือกับพรรคคอมมิวนิสต์โดยมีรูปธรรมจากการประชุมสมัชชาพรรคก๊กมินตั๋งทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคม 1924
นับได้ว่าเป็น “รูปธรรม” อันถือได้ว่าเป็นความสำเร็จ
กระนั้น ภายในความสำเร็จนี้ทางหนึ่งได้หนุนเสริมอำนาจทางการทหารของ เจียงไคเช็กให้แข็งแกร่งและมั่นคง อีกทางหนึ่งได้ก่อความหวาดระแวงเป็นอย่างสูงต่อบทบาทของคอมมิวนิสต์
นี่คือปัจจัยอันนำไปสู่การแตกหักอย่างเป็นระลอกคลื่นในปี 1927