สถานการณ์ ตุลาคม 1926 (74) – ความรู้สึกของชาวจีนโดยทั่วไปในขณะนั้นเป็นความรู้สึกที่ชื่นชมต่อการเป็นพันธมิตรระหว่างก๊กมินตั๋งกับคอมมิวนิสต์ ต่างเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าการปฏิวัติอันซุนยัตเซ็นผู้ล่วงลับไปแล้วได้ชูธงขึ้น

บรรดาสานุศิษย์กำลังสืบต่อไปด้วยดี

ขณะเดียวกัน ทางด้านหนานซางเป้าหมายแรกของกองทัพที่เจียงไคเช็กเป็นแม่ทัพนั้นเป็นเมืองตรงข้ามกับหวู่ฮั่น เพราะเป็นเมืองหลวงของมณฑลเจียงซี เป็นรังของพวกอนุรักษนิยมโดยแท้

ไม่มีอุตสาหกรรมสำคัญอย่างใดๆ คงมีเพียงโรงงานเครื่องเคลือบกับโรงไฟฟ้าเท่านั้น

คหบดี เจ้าที่ดินก็มีอิทธิพลสูง และก็ได้ชื่อว่า “สมาคมลับ” หรือ “อั้งยี่” มีกำลังเข้มแข็งมากด้วย ปัญหาอั้งยี่ที่หนานซางสันนิษฐานว่าโบโรดินกับคอมมิวนิสต์จะไม่ได้ให้ความสนใจนัก

ผิดกับเจียงไคเช็กซึ่งได้มีการติดต่อกับพวกสมาคมลับโดยตลอด

โดยทางพวกเจ้าพ่อซิงปิงก็รู้แล้วว่า พวกคอมมิวนิสต์กับฝ่ายซ้ายของก๊กมินตั๋งกำลังเตรียมการที่จะสำแดงกำลังในการพิชิตเซี่ยงไฮ้แบบที่เคยทำมาแล้วในหวู่ฮั่น

บรรดา “เจ้าพ่อ” ก็เตรียมการที่จะต้อนรับพวกคอมมิวนิสต์ให้สาสมทีเดียว

ฐานข้อมูล ทวีป วรดิลก ระบุว่า ระยะกาลนั้นคอมมิวนิสต์ในเซี่ยงไฮ้ไม่ได้มีศูนย์การที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริง โดยมีคำสั่งจากสตาลินที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงมา

ทำให้เกิดความสับสนยุ่งยากขึ้นไปอีก

แม้กระนั้นก็ได้มีการเตรียมการที่จะลุกฮือขึ้นในเดือนตุลาคม 1926 โดยการนำของผู้ปฏิบัติคอมมิวนิสต์ซึ่งมีกำลังคนงานเป็นฐานซึ่งก็เท่ากับเป็นการสำแดงกำลังก่อนที่กองทัพเจียงจะเดินทางมา

โดยที่แผนยึดอำนาจของคนงานภายใต้การนำของคอมมิวนิสต์ดำเนินไป

โดยไม่รู้เลยว่า กองทัพเจียงที่เคลื่อนเข้ามายังเซี่ยงไฮ้ได้มีแผนยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ยิ่งกว่านั้น และก็มีการตระเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างดีด้วย

แผนล่วงหน้าที่ว่านี้มาจากเจ้าพ่อทั้งหลายในเซี่ยงไฮ้กับเจียงที่ร่วมมือกัน

แผนการนั้นเป็นการปรึกษาหารือระหว่าง 1 ตู้หู้ใหญ่ 1 หวางหน้าข้าวตัง 1 เจียงไคเช็ก นั่นก็คือระหว่างกองทัพของเจียงไคเช็กกับกองกำลังของเจ้าพ่อ “ซิงปัง” แห่งเซี่ยงไฮ้

นี่เป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดคิดของ “คอมมิวนิสต์”

หลังการปรึกษาหารือกับบรรดาเจ้าพ่อ เจียงไคเช็กก็ส่งนายทหารที่ไว้ใจได้ชื่อ หนิวหย่งเซียนไปติดต่อกับพวกฝ่ายซ้ายในเซี่ยงไฮ้ โดยเจียงเสนอให้ความสนับสนุนและจะส่งกำลังพิเศษจากกองทหารหวางผู่

เข้าร่วมการลุกฮือขึ้นยึดอำนาจด้วย

พวกฝ่ายซ้ายยังเชื่อมั่นอยู่ว่า เจียงไคเช็กเป็นนักปฏิวัติและก็เป็นสานุศิษย์ที่ซุนยัตเซ็นไว้เนื้อเชื่อใจจริงๆ แถมสำเนียงที่เจียงพูดในที่สาธารณะตอนนี้ก็ “ซ้าย” เสียจริงๆ จึงให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง

และก็เปิดเผยรายละเอียดของแผนการที่วางไว้ให้นายทหารของเจียงได้รู้แทบ หมดสิ้น

จากนั้น เจ้าพ่อซิงปังก็ส่งข่าวสาร “ลับสุดยอด” นี้ไปให้ซุนจวนฟาง ขุนศึกเซี่ยงไฮ้ผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดสั่งฆ่าเด็กนักเรียนที่สวมหมวกแดง ผูกผ้าพันคอแดง

ขุนศึกซุนจวนฟางก็เตรียมกำลังทหารไว้รอคอยการลุกฮือของฝ่ายซ้ายอย่างเต็มพิกัด

ทั้งๆ ที่กองกำลังพิเศษที่เจียงไคเช็กบอกว่าจะส่งมาช่วยก็ไม่เคยปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว ขณะที่ทหารของซุนจวนฟางก็ฆ่าพวกที่ลุกฮือขึ้นเหมือนผักปลา

โดยคอมมิวนิสต์มิได้สงสัยเลยว่าเจียงคือสานุศิษย์ผู้ทรยศต่อซุนยัตเซ็น

นั่นคือสถานการณ์อันเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 1926 หลังการกวาดล้างผ่านไปสดๆ โจวเอินไหลในฐานะคอมมิสซาร์ประจำกองทัพของเจียงก็เดินทางมาถึงเซี่ยงไฮ้

เพื่อจัดตั้งกองกำลังที่ถูกโจมตีอย่างย่อยยับให้กลับฟื้นขึ้นมา

โจวเอินไหลเคยทำงานร่วมกับโบโรดินอย่างใกล้ชิด ได้ไปทำงานจัดตั้งในฝรั่งเศสมาก่อนและก็ได้ศึกษาตลอดจนเรียนรู้ประสบการณ์ของ “ปารีส คอมมูน” เมื่อปี 1870 ด้วย

สถานการณ์ในเดือนตุลาคม 1926 มีความร้ายแรงอยู่แล้ว

สถานการณ์ที่จะตามมาในเดือนเมษายน 1927 ยิ่งมีความร้ายแรง กว้างขวางและ ลึกซึ้งมากยิ่งกว่า เป็นบทเรียนการล้อมปราบอันทรงความหมายยิ่งสำหรับคอมมิวนิสต์

นี่เป็นสถานการณ์ก่อนเจียงไคเช็กยาตราทัพเข้าสู่เซี่ยงไฮ้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน