เมื่อก๊กมินตั๋ง ปีกขวา รุกคืบ(75) – หากศึกษาจากหนังสือ”เอเชียตะวันออกยุคใหม่” ของ จอห์น เค.แฟร์แบงค์และคณะ อันมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ แปลและตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2550
เริ่มจากสถานการณ์ตั้งแต่ปลายปี 1926
รัฐบาลคณะชาติย้ายจากกว่างตงไปหวู่ฮั่น เขตอิทธิพลของพวกก๊กมินตั๋งปีกซ้ายทำให้พวกนี้กลัวอำนาจทางทหารที่กำลังเพิ่มขึ้นของเจียงไคเช็ก
คอมมิวนิสต์ 3 คนยังคงดำรงตำแหน่งสุดยอดในรัฐบาลนี้ในเดือนธันวาคม
องค์การคอมมิวนิสต์สากลประชุมกันที่กรุงมอสโคว์ ปฏิบัติตามคำสั่งของสตาลินโดยสั่งให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่ในรัฐบาลที่หวู่ฮั่นกับพวกก๊กมินตั๋งปีกซ้ายต่อไป(คือกรรมกร ชาวนาและนายทุนน้อย)
ซึ่งเป็นการพยายามกีดกันพวก”พวกชนชั้นกลางแห่งชาติ”
ได้แก่ พวกก๊กมินตั๋งปีกขวาออกไปจากขบวนการปฏิวัติ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงยังคงเป็น”กลุ่มภายใน”ต่อไปภายใต้รัฐบาลที่หวู่ฮั่น
แต่ส่วนใหญ่ถูกกีดกันไม่ให้ใช้ความระส่ำระสายของชาวนาในการสร้างกำลังทหารอิสระขึ้น
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1927 การยกทัพขึ้นเหนือได้รับความสำเร็จในการเข้ายึดจีนภาคกลางได้ การปฏิวัติของคณะชาติเข้าสู่ช่วงที่มีการใช้กำลังทหารมากขึ้น ในบริเวณพื้นที่ที่กว้างขึ้น
แต่การใช้วิธีทางการเมืองในการเดินแต้มเริ่มเป็นไปได้น้อยลง
ไม่ช้าความเห็นส่วนใหญ่ของฝ่ายทหารที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้น เจียงไคเช็กกับทหารก๊กมินตั๋งเข้าร่วมกับพวกก๊กมินตั๋งปีกขวาหันไปต่อต้านพวกปีกซ้ายและพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ต่อมาพวกก๊กมินตั๋งปีกซ้ายก็หันไปต่อต้านพวกคอมมิวนิสต์จีนด้วย
ในที่สุดพวกก๊กมินตั๋งปีกซ้ายก็เข้าร่วมกับพวกปีกขวา ดังนั้น ความพยายามรวมประเทศและสร้างระบอบการเมืองขึ้นใหม่ คณะชาติได้ปฏิเสธโครงการของคอมมิวนิสต์
ได้แก่การต่อสู้ระหว่างชนชั้นและการปฏิวัติทางสังคม
เหตุการณ์ในต้นปี 1927 ที่ยุ่งเหยิงขัดแย้งกันอยู่นั้นทำให้เจียงไคเช็กมีความสำคัญเด่นชัดขึ้น เขาตั้งกองบัญชาการขึ้นที่หนางซาง มณฑลเจียงซี
เข้ายึดอู่ข้าวอู่น้ำและฐานอุตสาหกรรมตอนล่างกลุ่มแม่น้ำหยางจื่อและเซี่ยงไฮ้ได้
วันที่ 6 เมษายน รัฐบาลปักกิ่งจึงบุกเข้าสถานทูตโซเวียตรัสเซีย ยึดเอกสารหลักฐานที่แสดงว่ามีการบ่อนทำ ลาย ต่อมา หลี่ต้าเจาและหัวหน้าคอมมิวนิสต์คนอื่นๆก็ถูกประหาร
ขณะเดียวกัน ที่เซี่ยงไฮ้ในวันที่ 12 เมษายน
กองทัพเจียงไคเช็กซึ่งได้รับความเห็นชอบจากต่างประเทศเข้าสนับสนุนกลุ่มที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเมืองนั้น กลุ่มเหล่านี้เข้าทำลายองค์การคอมมิวนิสต์ซึ่งมีอาวุธ
และทำลายกลุ่มกรรมกรด้วยการดำเนินการอย่างฉับพลันและรุนแรง
วันที่ 18 เมษายน เจียงไคเช็กตั้งรัฐบาลที่หนานกิงโดยความสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหารกลางของพรรคก๊กมินตั๋งเป็นส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการท้าทายรัฐบาลที่หวู่ฮั่น
เจียงยังประกาศความเป็นมิตรกับสหภาพโซเวียต
ขณะเดียวกัน ก็ทำลายองค์การกรรมกรที่มีคอมมิวนิสต์เป็นหัวหน้าในพื้นที่คณะชาติที่เขาควบคุมอยู่ อันเท่ากับภายนอกเป็นมิตรกับสหภาพโซเวียต ภายในปราบคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง
นี่คือวิกฤตการณ์อันพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังเผชิญ
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ผู้แทนองค์การคอมมิวนิสต์สากลและหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่หวู่ฮั่นยังคงได้รับคำสั่งจากมอสโคว์ให้ดำเนินตามนโยบายของสตาลิน
คือ ร่วมมือกับพวกก๊กมินตั๋งปีกซ้าย แต่พวกหลังก็ผิดหวังในที่สุด
และเกิดความตระหนกตกใจจนตัดสัมพันธ์และขับไล่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ร่วมงานกันมา ทำให้โบโรดิน ซ่งซิงหลิง ต้องเดินทางไปสหภาพโซเวียต
นี่ย่อมเป็นสถานการณ์ที่สับสนและยุ่งเหยิงที่สุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนห้วงหนึ่ง
เป็นภาวะที่ไม่เพียงแต่ประสบปัญหากับพันธมิตรคือพวกก๊กมินตั๋งปีกซ้าย หากแม้กระทั่งภายในพรรคคอมมิวนิสต์เองก็เกิดความขัดแย้งในทางความคิดและแนวทางอย่างรุนแรงกว้างขวาง
ทั้งหมดนี้สืบเนื่องจากปัญหาความคิด ปัญหาการเมืองของเฉินตุ๊ซิ่ว เลขาธิการใหญ่