ท่าที ความผิดพลาด คอมมิวนิสต์(76) – หนังสือ“กองทัพแดง” อัน วิโรจน์ อำไพ รวบรวมและแปลมาจาก “70 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์” แห่งสำนักพิมพ์จัดจำหน่ายประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์
ตอนว่าด้วย“กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ล้าหลังต่อสถานการณ์”
ขณะที่ขบวนการเคลื่อนไหวกรรมกรชาวนามีกระแสสูงอย่างรวดเร็วมากในมณฑล หูหนาน หูเป่ย เจียงซี เป็นต้น แต่องค์การนำของกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ยังอยู่ในเซี่ยงไฮ้
ห่างไกลจากพื้นที่ใจกลางของมรสุมแห่งการปฏิวัติ
ความคิดและพฤติกรรมของพวกเขาล้วนล้าหลังต่อสถานการณ์ที่ขยายตัวอย่างมากมาย ดังนั้น แม้ว่าการปลุกระดมมวลชนเพื่อสนุบสนุนการปราบภาคเหนือมีความสำคัญมากก็จริง
แต่ส่วนประกอบของสงครามแท้จริง คือ กองทหาร
องค์การนำของพรรคมีความผิดพลาดอย่างมหันต์ก็คือ “ช่วงวิถีในการปราบภาคเหนือได้มองข้าม การช่วงชิงกองทหาร เน้นหนักแต่ขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนด้านเดียว”
รูปธรรมของความผิดพลาดนี้เป็นอย่างไร
ก่อนที่จะกรีธาทัพปราบภาคเหนือ คาแลน ที่ปรึกษาชาวโซเวียตเคยขอให้โจวเอินไหลเสนอต่อคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าในการปราบภาคเหนือนั้น
จะช่วยเหลือเจียงไคเช็กหรือว่าบั่นทอนเจียงไคเช็ก ปัญหาการเมืองนี้จะจัดการอย่างไร
เฉินตุ๊ซิ่วมอบให้จางกว๋อเถาเป็นประธานเปิดการประชุมปรึกษาหารือกันแต่ระหว่างประชุมก็มิได้มีการอภิปรายอย่างจริงจัง นอกจากจางกว๋อเถาได้กล่าวประโยคหนึ่งว่า
“เข็มมุ่งในการปราบภาคเหนือคือคัดค้านเจียงไคเช็กและก็ไม่คัดค้านเจียงไคเช็ก”
ดังนั้น ระหว่างสงครามปราบภาคเหนือเข็มมุ่งต่อเจียงไคเช็กจึงไม่แจ่มชัดเป็นเวลา ยาวมาก ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยเหลือเจียงไคเช็กในทางภววิสัย ช่วยเสริมฐานะของเจียงไคเช็กให้สูงขึ้น
เจียงไคเช็กฉวยโอกาสจากการขยายตัวของสงครามปราบภาคเหนือ
เร่งรีบเข้าควบคุมกองทัพและอำนาจรัฐอีกก้าวหนึ่ง ที่จริง ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ควรใช้สถานการณ์ที่เอื้อประโยชน์ในเวลานั้นเข้ายึดกุมกองทัพส่วนหนึ่ง และอำนาจรัฐท้องถิ่นโดยตรง
เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน
ทว่า เฉินตุ๊ซิ่วซึ่งเป็นเลขาธิการกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ยินยอมให้กระทำเช่นนั้น พวกเขามีจดหมายให้กรรมการเขตมณฑลหูเป่ยโดยกำชับว่า นับจากนี้กำลังคนของเราต้องนำมาใช้ในด้านประชาชน
“ห้ามเข้าร่วมกิจการของรัฐบาล”
หลังจากนั้นยังตำหนิกรรมกรเขตหูเป่ย ขอร้องให้หลี่ฟู่ซุน หลินจู่หาน เป็นต้น ถอนตัวจากการเข้าร่วมในรัฐบาลเฉพาะกาลมณฑลเจียงซี ทั้งออกคำสั่งให้สมาชิกพรรคลาออกจากตำแหน่งนายอำเภอ
มิฉะนั้น จะถูกคัดชื่อออกจากพรรค
พร้อมทั้งมีจดหมายถึงหลิวป๋อเจียงซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองของกองทหารพันธมิตร กองทัพประชาชาติ ให้ขอร้องต่อสมาชิกพรรคและสมาชิกสันนิบาตเยาวชนที่มีตำแหน่งทางทหาร
“สนใจแต่งานโฆษณาทางการเมือง ไม่ควรแทรกแซงกิจการทางทหารและการบริหาร”
เฉินตุ๊ซิ่วเห็นว่าการใช้เข็มมุ่งเช่นนี้ก็พอจะแสดงว่าชาวพรรคคอมมิวนิสต์ไม่มีความพยายามแย่งชิงอำนาจเพื่อให้เจียงไคเช็กวางใจ ไม่เป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในความร่วมมือก๊กมินตั๋ง คอมมิวนิสต์
ท่าทีของเฉินตุ๊ซิ่วเช่นนี้ประสบผลอย่างไร
ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ เจียงไคเช็กก็หาได้ลดหย่อนผ่อนคลายการจัดวางแผนก่อความแตกแยกไม่
ตรงกันข้าม เขาได้เตรียมพร้อมทุกอย่างเพื่อเปิดฉากการบุกโจมตีอย่างฉับพลัน
การโจมตีอย่างฉับพลันไม่เพียงแต่ก่อความตระหนก
หากแต่ยังก่อความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทั้งในทางการเมืองและในทางการทหาร กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนนอกจากขาดความเตรียมพร้อมทางจิตใจ
ยังมีความยากลำบากในการจัดตั้งกำลังเพื่อต่อต้านอย่างมีพลัง
กระนั้น สถานการณ์อันเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 1927 ก็เป็นสถานการณ์ซึ่งมากด้วยความสลับซับซ้อน ไม่ว่าจะมองจากด้านของคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะมองจากด้านของ ก๊กมินตั๋ง
จำเป็นต้องลงลึกในรายละเอียดความขัดแย้งภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากยิ่งขึ้น