เจียงไคเช็ก กับ จักรวรรดินิยม(77) – แม้กองทัพปราบภาคเหนือจะได้ชัยชนะในเขตหูหนาน หูเป่ย แต่ทางปีกข้างยังถูกคุกคามจากอิทธิพลของซุนจวนฟาง ซึ่งมีกำลังทหารใหญ่ยิ่งกว่าของหวูเพ่ยฝู
หากบุกจากเจียงซีเข้าหูหนานกองทัพปราบภาคเหนือก็อาจตกอยู่ในอันตราย
ขณะเดียวกัน อำนาจทางทหารในหูหนานและหูเป่ยอยู่ในความควบคุมของถางเซิงจื้อ ขบวนการเคลื่อนไหวของกรรมกรชาวนาในที่นี้ก็มีระดับสูงมาก
หากเจียงไคเช็กประสบความพ่ายแพ้ในเจียงซีก็ยากจักยืนหยัดอยู่ได้
สภาพเช่นนี้ ขณะที่เจียงไคเช็กจัดการเรื่องความสัมพันธ์ก๊กมินตั๋ง-คอมมิวนิสต์ จึงใช้ท่าทีค่อนข้างระมัดระวัง รอบคอบ มิอาจกระทำอย่างครึกโครม
กระทั่งกำลังหลักซุนจวนฟางในเจียงซีถูกตีพ่ายแพ้ สถานการณ์ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
เจียงไคเช็กขณะนั้นอยู่ที่หนานซางรู้ดีว่า นี่ไม่เพียงเป็นชัยชนะเฉพาะส่วนในเจียงซี หากยังเป็นชัยชนะเกือบครึ่งค่อนของตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด
สถานการณ์ทางการเมือง ทางการทหารของจีนตอนใต้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปด้วย
รูปธรรมแรกก็คือ ท่าทีของจักรวรรดินิยมต่อเจียงไคเช็กได้เปลี่ยนแปลงอย่างลุ่มลึก พวกเขาคาดไม่ถึงว่าอิทธิพลของขุนศึกภาคเหนือจะพังทลายลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้
เป็นช่วงที่พวกเขาเพิ่งผ่านสงครามโลกเข้าสู่ระยะความมั่นคงอย่างสัมพัทธ์
จึงเตรียมพร้อมเข้าดำเนินการเตรียมแทรกแซงการปฏิวัติจีนอย่างกระตือรือร้น อังกฤษได้รับสิทธิและประโยชน์อย่างพิเศษสุดในแม่น้ำฉางเจียง ขณะที่กองทัพปราบเหนือเข้าไปในหูเป่ยไม่นาน
อังกฤษเจตนาหาเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างเหตุวุ่นวายขึ้น
ใช้เป็นข้ออ้างถล่มว่านเซี่ยน มณฑลเสฉวน ซึ่งอยู่ต้นน้ำของแม่น้ำฉางเจียง เป็นเหตุให้ทหารและประชาชนจีนบาดเจ็บเสียชีวิตกว่า 1,000 คน หรือที่เรียกว่า”กรณีวิปโยคว่านเซี่ยน”
จากนั้นเรือรบต่างชาติซึ่งประจำการอยู่ในแม่น้ำฉางเจียงก็เพิ่มขึ้น 63 ลำ
กองทหารต่างชาติที่ชุมนุมกันอยู่เซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 กว่าคน รวมทั้งสมาคมการค้านานาชาติและตำรวจในเขตเช่ามีจำนวนทั้งหมด 30,000 กว่าคน
พยายามใช้วิธีคุกคาม คัดค้านการปฏิวัติด้วยกำลังป่าเถื่อนอย่างโจ่งแจ้ง
ขณะเดียวกัน จักรวรรดินิยมมองเห็นว่าการพังทลายของขุนศึกภาคเหนือยากจะหลีกเลี่ยงได้ จึงยิ่งเน้นหนักกลยุทธ์ในการแบ่งแยกภายในขบวนปฏิวัติ โอบอุ้มตัวแทนใหม่ขึ้นมา
เรื่องนี้ประเทศที่แสดงอย่างออกหน้าออกตาก่อนคนอื่นคือญี่ปุ่น
ปลายปี 1926 หลังจากหัวหน้ากองสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเข้าพบเจียงไคเช็กที่หวู่ฮั่น หนานซาง ได้รายงานว่า ระหว่างหนานซางกับหวู่ฮั่นมีความขัดแย้งกันอย่างแหลมคม
รอยร้าวนี้นับวันยิ่งเด่นชัดยากจะหลีกเลี่ยงได้
เดือนมกราคม 1927 ขณะที่เจียงไคเช็กพบกับกงสุลญี่ปุ่นประจำจิ่วเจียงได้แสดงท่าทีแจ่มชัดว่า นอกจากไม่คิดจะยกเลิกสัญญาไม่เสมอภาค ยังพยายามให้ความเคารพต่อสัญญา
ทั้งให้การประกันรับรองแก่ต่างประเทศในการกู้ยืมเงินจากจีนโดยให้ชำระคืนตามกำหนด
อภิสิทธิ์ของต่างประเทศในจีนจะได้รับความคุ้มครองอย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จักรวรรดินิยมจึงเริ่มมองเห็นเจียงไคเช็กว่าคือหัวหน้า “ฝ่ายมั่นคงและมีกำลัง”ภายในพรรคก๊กมินตั๋ง
และได้ดำเนินการตีสนิท
ตัวอย่างอันเด่นชัดคือมหาอำนาจต่างยอมรับว่าเจียงไคเช็กคือ “พลังหนึ่งเดียวที่สามารถปกป้องเขตทางใต้ของแม่น้ำฉางเจียงมิให้ตกไปอยู่ในมือของพรรคคอมมิวนิสต์”
ดุลอำนาจทางทหารจึงเริ่มเกิดการแปรเปลี่ยน
กองทหารเก่าของขุนศึกภาคเหนือ ขุนศึกท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยต่างทยอยกันเข้ารับการจัดขบวนใหม่จากเจียงไคเช็ก เป็นเหตุให้กำลังแท้จริงของเขาขยายตัวอย่างรวดเร็ว
นักการเมือง ขุนนางจากภาคเหนือก็เข้าไปห้อมล้อมอยู่โดยรอบเจียงไคเช็ก
ในจำนวนนี้รวมถึงหวางฝู่ซึ่งเดินทางลงใต้มาทางเซี่ยงไฮ้ได้รับคำตอบจากจางกงเฉวียน รองผู้อำนวยการธนาคารประเทศจีนว่าเจียงไคเช็กมาเบิกเงินเกินบัญชีไป 1 ล้านหยวน
จึงมีการกล่าวขวัญว่า “การทหารปราบภาคเหนือ การเมืองปราบภาคใต้”