คอมมิวนิสต์ กับ ปัญหาชาวนา(79) – วันที่ 11 ธันวาคม 1926 โจวเอินไหลเขียนบทความ“พวกเราซึ่งอยู่ระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองในปัจจุบัน” ชี้ว่า “หากมีการปะทะต้องเป็นการปะทะระหว่างมวลชนกรรมกรชาวนาที่ปฏิวัติ
กับชนชั้นนายทุนที่ประนีประนอมต่อจักรวรรดินิยม
หากมีความแตกแยกต้องเป็นความแตกแยกระหว่างก๊กมินตั๋งฝ่ายซ้ายที่ปฏิวัติกับ ก๊กมินตั๋งฝ่ายขวา ที่ไม่ปฏิวัติ คนทั้งหลายควรมีการเตรียมพร้อมทางจิตใจและการทำงานอย่างแท้จริง”
แต่เมื่อเผชิญเข้ากับการเคลื่อนไหวก่อความแตกแยกของฝ่ายขวาใหม่
กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับเห็นว่า ทัศนะเหล่านี้คือ “ความผิดพลาดขั้นพื้นฐาน เป็นอันตรายอย่างมหันต์ที่สุด อาจเกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงอย่างยิ่ง”
และเรียกร้องให้ภายในพรรครีบแก้ไข
ในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้ง แตกแยก อันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในทางการเมืองเช่นนี้เอง กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเรียกประชุมกรณีพิเศษขึ้น
จำเป็นต้องติดตามอย่างละเอียด
ในที่ประชุมเฉินตุ๊ซิ่วกล่าวในรายงานการเมืองว่า รายงานการเมืองในการประชุม ครั้งนี้ประเด็นสำคัญยังเกี่ยวกับปัญหาพรรคก๊กมินตั๋ง เพราะว่าหลังจากสงครามมณฑล เจียงซีได้ชัยชนะ
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพรรคก๊กมินตั๋งได้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหม่หลายอย่าง
เรามีความจำเป็นต้องอภิปรายปรึกษาหารือกันใหม่ จากนั้นที่ประชุมยึดถือตามมติในรายงานการเมืองของเฉินตู๊ซิ่วที่ว่า ความโน้มเอียงร้ายแรงที่สุดในบรรดาความโน้มเอียงที่เป็นอันตรายแต่ละชนิด
คือ การขยายตัวของการเคลื่อนไหวประชาชนอย่างคึกคัก ซึ่งนับวันค่อยๆ เอียงซ้าย ทางหนึ่ง
อีกทางหนึ่ง คืออำนาจรัฐทางทหารที่หวาดหวั่นพรั่นกลัวต่อความคึกคักของขบวนการเคลื่อนไหวประชาชน ซึ่งนับวันค่อยๆ เอียงขวา
ถ้าหากความโน้มเอียงซ้าย ขวานี้ยังขยายตัวสืบไปจนมีระยะห่างกันทุกที
อาจเป็นเหตุให้แนวรบร่วมเกิดความแตกแยกจนเป็นอันตรายต่อขบวนการเคลื่อนไหวปฏิวัติประชาชาติทั้งมวล
ปัจจัยเช่นนี้ต้องนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
นี่ก็คือว่า เมื่อต้องการระงับยับยั้ง “ความโน้มเอียงขวา” ของ “อำนาจรัฐทางทหาร” ก็ต้องระงับยับยั้ง “ความ โน้มเอียงซ้าย” ของขบวนการเคลื่อนไหวประชาชน
แต่ทางแรกนั้นเป็นเพียงคำพูดที่เลื่อนลอย
และไม่มีวิธีการอย่างมีประสิทธิผลแท้จริงใดๆ พอที่จะรับมือกับอิทธิพลของเจียงไคเช็กซึ่งโน้มเอียงทางขวาอย่างรุนแรงได้ โดยแท้จริงสิ่งที่กระทำนั้นเป็นเพียงระงับยับยั้ง
ขบวนการเคลื่อนไหวประชาชนที่เรียกว่า “นับวันเอียงซ้าย”
ซึ่งก็คือระงับยับยั้งการขยายตัวของขบวนการเคลื่อนไหวของกรรมกรชาวนาที่กำลังคึกคักอยู่ในกระแสสูง ขณะที่ฝ่ายขวาใหม่ของพรรคก๊กมินตั๋งได้ตัดสินใจดำเนินการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์
ทั้งกองทหารและอำนาจรัฐเกือบจะตกอยู่ในกำมือของพวกเขาทั้งหมด
พลังสำคัญซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถพึ่งพาอาศัยได้ คือมวลชนกรรมกร ชาวนา หากห่างออกจากการปลุกระดมและจัดตั้งกรรมกรชาวนาอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากไม่อาจคัดค้านการทรยศของฝ่ายขวาใหม่ การรั้งดึงนายทุนน้อยชั้นสูงก็ยากจะทำได้
การประชุมกรณีพิเศษของกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งนี้จึงมิได้แก้ไขปัญหาของพรรคในเมื่อเผชิญกับสภาวะอันตรายอย่างกระชั้นชิดว่าควรจะดำรงและยืนหยัดการต่อสู้อย่างไร
กลับตกลงเข็มมุ่งของขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนอย่างผิดพลาด
อันก่อให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงอย่างมหันต์ในกาลต่อมา ภายหลังการประชุมเข็ม มุ่งลัทธิยอมจำนนซึ่งระงับยับยั้งการเคลื่อนไหวกรรมกรชาวนาเพื่อแสวงหาทางประนีประนอมกับฝ่ายขวา
เฉินตุ๊ซิ่วยังเรียกเลขาธิการ กรรมการเขตหูหนานมาพบ
พร้อมทั้งมีคำสั่งให้เขาต้องระงับยับยั้งพฤติกรรมที่เรียกว่า “เกินขอบเขต” ของขบวนการเคลื่อนไหวชาวนา ซึ่งสวนทางกับ“รายงานสำรวจการเคลื่อนไหวชาวนาในมณฑลหูหนาน”อย่างสิ้นเชิง
นี่ย่อมเป็นสถานการณ์อันกระทบโดยตรงต่อเหมา